เหวินซิ่ว วัย13ปี ชิวิตในวังต้องห้าม​ สู่การฟ้องหย่า จักรพรรดิ​ผู่​อี๋​

​ เหวินซิ่ว ได้ก้าวเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามพร้อมกับหว่านหรงในปี ค.ศ. 1922 ขณะนั้นเธอมีอายุประมาณ​13 ปี ช่วงเวลาสั้นๆของเธอกว่าสองปีในวังหลวง เต็มไปด้วยความเงียบเหงา อึดอัด และไร้หนทางพอสมควร​ครับ (บทไม่ได้เจาะลึกมากนะครับ)​

​เหวินซิ่ว เข้ามาวังใหม่ๆจะถูกจัดให้อยู่ที่ พระตำหนักฉางชุน ซึ่งเป็นหนึ่งในหกตำหนักฝั่งตะวันตก ในช่วงเวลานั้นชีวิตประจำวันของเธอค่อนข้างจำเจ

​เนื่องจากจักรพรรดิผู่อี๋ค่อนข้างหมางเมินและมักจะโปรดปรานจักรพรรดิ​นีหว่านหรง (นิยมชมชอบ​รสนิยม​ตะวันตก​เหมือนกันในช่วงนั้น)​

​ ทำให้เหวินซิ่วในช่วงนั้นผู้ที่ไม่ชอบรสนิยม​เเบบตะวันตก​ จึงต้องทนอยู่อย่างโดดเดี่ยวบ่อยครั้ง เเละเพื่อเป็นการซื้อเวลาและหาที่พึ่งพิงทางจิตใจ เธอจึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาหาความรู้

เธอไม่เพียงแต่อ่านวรรณกรรมคลาสสิกของจีนอย่างหนัก แต่ยังเรียนภาษาอังกฤษกับครูชาวต่างชาติอีกด้วย การอ่านหนังสือ คัดลายมือ และเย็บปักถักร้อย กลายเป็นสิ่งปลอบประโลมใจเพียงไม่กี่อย่างในชีวิตที่ต้องจมอยู่ใน​พระราชวัง​ต้องห้าม​

​ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ได้หล่อหลอมให้เธอมีความคิดที่พึ่งพาตนเองและเป็นตัวของตัวเองในเวลาต่อมา

​ในช่วงเวลาของราชสำนักชิงยุคตกต่ำ ภายในพระราชวังต้องห้าม ความสัมพันธ์ระหว่างเหวินซิ่ว(อายุ13)​และจักรพรรดิ​นี​หว่านหรง(อายุ16)​นั้นค่อนข้างละเอียดอ่อนและตึงเครียดพอสมควร​

​สตรีวัยแรกรุ่นทั้งสองคนต้องมาติดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปิดถาวรในวัง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันบ้างในบางเวลา

​หว่านหรงซึ่งมีนิสัยร่าเริงและได้รับการศึกษาแบบตะวันตกมักจะเอาชนะใจผู่อี๋ได้มากกว่า และเมื่อใดที่ทั้งสองเกิดการโต้เถียงกัน ผู่อี๋ก็แทบจะเข้าข้างหว่านหรงเสมอ(ช่วงอยู่ในวัง)​

สิ่งนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุย่อยๆ ที่ทำให้เหวินซิ่ว ซึ่งมีนิสัยเก็บตัวแต่ซ่อนความเด็ดเดี่ยวและหยิ่งทะนงไว้ภายใน รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและถูกทอดทิ้งอย่างรุนแรง

​ตามบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า บางครั้งเหวินซิ่วถึงกับต้องแอบร้องไห้คนเดียวเพราะความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ และถึงขั้นเคยมีความคิดที่จะปลิดชีพตนเองเพื่อหนีปัญหา

ในปี ค.ศ. 1924 เฝิงอวี้เสียงได้ก่อรัฐประหารปักกิ่ง และส่งกองทหารเข้ามาขับไล่ผู่อี๋พร้อมด้วยราชวงศ์ออกจากพระราชวังต้องห้าม เหวินซิ่วจึงต้องรีบเก็บข้าวของและติดตามผู่อี๋ออกจากพระราชวังที่เคยจองจำช่วงเวลาวัยรุ่นของเธอเอาไว้

เมื่อมองย้อนกลับไป ชีวิตของเหวินซิ่วในพระราชวังต้องห้ามนั้นเปรียบเสมือนการถูกจองจำที่ไร้ซึ่งอิสรภาพ

​ทำให้ประสบการณ์อันขมขื่นจากการถูกเมินและกดขี่ภายใต้กำแพงสูง ประกอบกับแนวคิดสมัยใหม่ที่เธอได้รับจากการศึกษาในช่วงเวลานั้น

​กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะ “หย่าขาด” จากจักรพรรดิ​ผู่อี๋ในเวลาต่อมาที่เมืองเทียนจิน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับสังคมในขณะนั้น จนถูกขนานนามว่าเป็น “การปฏิวัติของซูเฟย” (淑妃革命)

​ ซึ่งเป็นหนึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่โด่งดังไปทั่วประเทศจีนในปี ค.ศ. 1931 เมื่อ เหวินซิ่วได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีสตรีในราชสำนักคนไหนเคยทำมาก่อน

นั่นคือการฟ้องหย่า จักรพรรดิผู่อี๋ ซึ่งถือเป็นการทำลายธรรมเนียมปฏิบัติที่ฝังรากลึกมานานนับพันปีของระบบราชวงศ์จีน และเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิสตรีในยุคสมัยใหม่ครับ

​หลังจากถูกขับไล่ออกจากพระราชวังต้องห้ามและย้ายไปอยู่ที่เมืองเทียนจิน ชีวิตสมรสของเธอกับผู่อี๋ก็ยิ่งย่ำแย่ลง ผู่อี๋ใช้เวลาส่วนใหญ่และออกงานสังคมกับหว่านหรงอย่างออกหน้าออกตา

ในขณะที่เหวินซิ่วถูกปล่อยให้อยู่แต่ในห้องพักบริเวณชั้นล่าง แทบไม่ได้รับการดูแลเยี่ยงภรรยาและไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ในบ้าน

​อีกทั้งผู่อี๋มีความหมกมุ่นที่จะทวงคืนบัลลังก์ต้าชิง และเริ่มติดต่อเจรจารับความช่วยเหลือจากกองทัพญี่ปุ่น “เหวินซิ่ว” ซึ่งมองเห็นอันตรายและเจตนาแอบแฝงของญี่ปุ่น ได้พยายามทัดทานและตักเตือนผู่อี๋หลายครั้ง แต่การกระทำของเธอกลับทำให้ผู่อี๋โกรธเคือง รำคาญใจ และยิ่งตีตัวออกห่างเธอมากขึ้น

​ตลอดเวลาที่อยู่ในวังและที่เทียนจิน เหวินซิ่วได้ศึกษาหาความรู้และรับเอาแนวคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ประกอบกับความกดดันที่สะสมมานาน ทำให้เธอตระหนักว่าตนเองไม่จำเป็นต้องทนยอมจำนนต่อสถานะที่ไร้ค่านี้อีกต่อไป

​จนกระทั้งในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1931 ด้วยความช่วยเหลือจากน้องสาวและเพื่อน เหวินซิ่วได้วางแผนหลบหนีออกจากตำหนักจิ้งหยวนในเทียนจิน โดยอ้างกับคนในบ้านว่าจะออกไปเดินเล่นและซื้อของ เมื่อออกจากเขตอิทธิพลของผู่อี๋ได้สำเร็จ

เธอตรงดิ่งไปพักที่โรงแรมตงซิง และจ้างทนายความทันที เพื่อส่งหนังสือแจ้งความจำนงขอหย่าขาดจากผู่อี่ พร้อมเรียกร้องค่าเลี้ยงดู

ข่าวการฟ้องหย่านี้กลายเป็นพาดหัวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ประชาชนและคนรุ่นใหม่ต่างให้ความสนใจและสนับสนุนความกล้าหาญของเธอ

​ในขณะที่ฝ่ายราชสำนักเก่าและกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยมมองว่านี่คือเรื่องน่าอับอายและเสื่อมเสียเกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง

ผูู่อี๋พยายามส่งคนไปเกลี้ยกล่อมและกดดันให้เธอกลับมา แต่เหวินซิ่วปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว และขู่ว่าจะนำเรื่องนี้ขึ้นศาลยุติธรรมสมัยใหม่เพื่อให้กฎหมายจัดการ

​จนในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1931 ทั้งสองได้ลงนามในข้อตกลงหย่าร้างอย่างเป็นทางการ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ

​ผู่อี๋ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้เหวินซิ่วเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริง เงินส่วนใหญ่จะถูกหักลบไปกับค่าทนายความและหนี้สินที่ต้องจ่ายให้คนกลาง

​เเละเพื่อเป็นการรักษาหน้าของจักรพรรดิ มีข้อแม้ระบุว่าเหวินซิ่วจะต้องกลับไปใช้ชีวิตเป็นสามัญชน และ “ห้ามแต่งงานใหม่”

​เเต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เธอก็ได้แต่งงานใหม่และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในช่วงบั้นปลายชีวิต

​เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวการหย่าร้างของสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงการล่มสลายของระบบปิตาธิปไตยเด็ดขาดในราชสำนักจีน

และจุดประกายให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวของสตรีที่ลุกขึ้นมาทวงคืนเสรีภาพในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองด้วยข้อกฎหมายสมัยใหม่ครับ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top