การบูรณะ​พระราชวัง​ต้องห้าม​ที่ทรุดโทรม​ตามกาลเวลา

​เหตุผลที่ประตู หน้าต่าง และกำแพงของพระราชวังต้องห้ามสามารถคงสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่การ “ทาสีแดงทับลงไป” ง่ายๆ ครับ

อาคารต่างๆใน​พระราชวัง​ต้องห้าม​ เมื่อครั้งอดีต

แต่ต้องพึ่งระบบงานช่างสถาปัตยกรรมโบราณ ในการบูรณะพระราชวัง​ต้องห้าม ซึ่ง​ในปัจจุบัน ได้มีการปฏิบัติตามหลักการอนุรักษ์โบราณวัตถุอย่างเคร่งครัด คือ “ซ่อมแซมให้เหมือนของเดิม” (คงสภาพดั้งเดิมของโบราณวัตถุไว้ให้ได้มากทั้สุด) ซึ่งนั่นหมายความว่าการบูรณะจะต้องใช้ “วัสดุดั้งเดิม” และ “กรรมวิธีดั้งเดิม” เท่านั้นครับ

รูปภาพ ภายใน​พระราชวัง​ต้องห้า​ม​ ก่อนการบูรณะ

​วัสดุที่ใช้สร้างกำแพง (โครงสร้างอิฐและหิน) และประตูหน้าต่าง (โครงสร้างไม้) ในพระราชวังต้องห้ามมีความแตกต่างกัน กรรมวิธีการทาสีแดงจึงแตกต่างกัน สรุปโดยคร่าวๆไม่เจาะลึกมากครับ

รูปภาพ ภายใน​พระราชวัง​ต้องห้า​ม​ ก่อนการบูรณะ

​อย่างเช่นวิธีการทาสีแดงบนกำแพง ซึ่งกำแพงสีแดงของพระราชวัง​ต้องห้าม​จัดอยู่ในหมวดหมู่งานปูน หัวใจสำคัญในการบูรณะกำแพงแดงคือการรักษาการระบายอากาศของตัวกำแพงและความทนทานของสี

​โดยในปัจจุบันจะไม่ใช้สีน้ำพลาสติกหรือสีเคมีสมัยใหม่ เพราะสีเคมีจะสร้างแผ่นฟิล์มปิดทับหน้ากำแพง ทำให้ความชื้นภายในระบายออกไม่ได้ เมื่อถึงฤดูหนาวน้ำที่ขังอยู่จะกลายเป็นน้ำแข็งและขยายตัว ดันเปลือกกำแพงให้หลุดร่อนออกมาได้ง่ายกว่าปกติ จึงต้องใช้ผงสีแร่และปูนแบบดั้งเดิม

รูปภาพ ประตูใน​พระราชวัง​ต้องห้า​ม​ ที่ลอกสีออกเพื่อบูรณะใหม่
รูปภาพ เจ้าหน้าที่ใน​พระราชวัง​ต้องห้า​ม​ กำลังทำการบูรณะใหม่

​ หากเปลือกกำแพงเดิมพองหลุดร่อน ช่างจะทำความสะอาดพื้นผิว แล้วใช้ “ปูนหมาเตา” (麻刀灰) รองพื้น ปูนชนิดนี้คือการผสมปูนขาวเข้ากับเส้นใยป่านสับละเอียด ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเหล็กเส้นในคอนกรีต ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงดึงและป้องกันการแตกร้าวได้ค่อนข้างดีคับ

​ส่วนสีแดงบนกำแพงไม่ใช่สีน้ำ แต่เป็นปูนเคลือบสีที่ใช้สีแดงเหล็กผสมกับปูนขาว และใช้ เลื-อดหมู หรือ แป้งเปียกเคี่ยว เป็นกาวและสารกันน้ำตามธรรมชาติ ช่างจะฉาบปูนแดงนี้และใช้เกรียงปาดซ้ำๆ จนอัดแน่น ทำให้ได้กำแพงสีสง่างามและยังสามารถระบายความชื้นได้ดี

ส่วนวิธีการทาสีแดงบนประตูหน้าต่าง โดยทั้งไปเเล้วไม้มีธรรมชาติจะดูดซับความชื้นและยืดหดตามอุณหภูมิ ถ้าหากเราทาสีลงบนเนื้อไม้โดยตรง สีจะแตกและหลุดร่อนในเวลาไม่ถึงปี การบูรณะจึงต้องผ่านขั้นตอนงานสี ที่ซับซ้อน​ขึ้นไปอีกหน่อย

​เเต่หากชั้นสีเดิมยังแข็งแรงอยู่ ช่างจะทำความสะอาดและเติมสีเฉพาะพื้นผิว แต่หากชั้นล่างสุดผุพัง จะต้องขูดสีเก่าออกทั้งหมด(ตามในภาพที่เราจะเห็นเพียงเนื้อไม้เท่านั้นคับ)​ เพื่อทำชั้นรองพื้นหรือเรียก “ตี้จ้าง” (地仗) ใหม่

รูปภาพ เจ้าหนที่กำลังทำการบูรณะ​ส่วนต่างๆในพระราชวัง​ต้องห้า​ม​

​ เพื่อให้ได้พื้นผิวที่เรียบเนียนและเป็นเกราะกันกระแทก ช่างจะทำตี้จ้าง(รองพื้น)​ด้วยวิธี “ป่านหนึ่งชั้น ปูนห้าชั้น” (一麻五灰) โดยใช้วัสดุอย่างเลื-อดหมู ผงอิฐ และปูนขาวผสม โดยจะฉาบปูนที่มีความหยาบและละเอียดต่างกัน 5 ชั้น โดยเเต่ละชั้นจะมีผ้าป่านแทรกอยู่ตรงกลาง 1 ชั้น

​ ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร เเต่เมื่อแห้งสนิทเเลวมันจะกลายเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง เรียบเนียนและยืดหยุ่นได้ดีเยี่ยมครับ

รูปภาพ เจ้าหนที่กำลังทำการบูรณะ​ส่วนต่างๆในพระราชวัง​ต้องห้า​ม​

​ขั้นตอนต่อไปคือการลงสีแดง ซึ่งสีแดงของบานประตูสำคัญมักใช้ สีชาด (Cinnabar) ซึ่งมีสีสดและกันแมลงได้ดี โดยช่างจะนำผงสีไปผสมกับ น้ำมันตังอิ๊วแบบสุก ทาลงบนชั้นรองพื้น(ตี้จ้าง)​ประมาณ 2-3 รอบ เเละสุดท้ายจะเคลือบผิวด้วย “น้ำมันเงา” (光油) ใสๆ เพื่อปกป้องเม็ดสีจากการสึกหรอและสภาพอากาศที่เปลี่ยน​เเปลง​ไปตามฤดูกาล

การบูรณะ​พระราชวัง​ต้องห้าม​ที่ทรุดโทรม​ตามกาลเวลา
รูปภาพ เจ้าหนที่กำลังทำการบูรณะ​ส่วนต่างๆในพระราชวัง​ต้องห้า​ม​

​การใช้วัสดุอย่าง ปูนหมาเตา เลือดหมู น้ำมันตังอิ๊ว สีชาด ควบคู่กับวิธีดั้งเดิม ไม่เพียงแต่เป็นการเคารพร่องรอยทางประวัติศาสตร์เท่านั้นครับ

​ แต่วิธีที่ผ่านการทดสอบมาหลายร้อยปีเหล่านี้ ยังคงเป็นวิธีที่หลักวิทยาศาสตร์และมีประสิทธิภาพที่สุดในการปกป้องสถาปัตยกรรมพระราชวัง​ต้องห้าม​มาให้เราเห็นจนถึงปัจจุบันครับ


เรื่องที่น่าสนใจ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top
JarnmooChannel