
พระราชวังต้องห้าม ในกรุงปักกิ่ง ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 720,000 ตารางเมตร มีห้องมากมาย เเละเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาปัตยกรรมไม้โบราณที่ใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในโลกที่ยังคงอยู่
ถ้าเรานึกถึงหรือหลายคนมักพูดถึง พื้นที่หวงห้าม พื้นที่ห้ามเข้า หรือโซนลึกลับที่ปิดไม่ให้เข้าชม แต่ในความเป็นจริง สาเหตุหลักไม่ได้มาจากเรื่องลี้ลับหรืออาถรรพ์ตามที่ลือกันในสื่อต่างๆ

แต่จะมาจากเหตุผลหลายอย่างสามารถจับต้องได้เเละมีอยู่จริง เช่น การอนุรักษ์โบราณวัตถุ ความปลอดภัยของโครงสร้าง การแบ่งพื้นที่ใช้งาน และแผนการบูรณะซ่อมแซมพระราชวังต้องห้าม
ซึ่งอาคารส่วนใหญ่ในพระราชวังต้องห้ามสร้างขึ้นจากโครงสร้างไม้ล้วน เมื่อผ่านการกัดเซาะจากลมและฝนมานานหลายร้อยปี ลานพระตำหนักและวิหารรองหลายแห่งที่ไม่ได้อยู่ในโซนหลักจึงขาดการบูรณะครั้งใหญ่มาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดปัญหากำแพงหลุดร่อน ไม้ผุพัง เเละที่สำคัญคือฐานรากเกิดการทรุดตัว

ทำให้ลานและห้องที่คับแคบหลายแห่งไม่สามารถรองรับการเดินชมพระราชวังของนักท่องเที่ยวหลายหมื่นคนในแต่ละวันได้ ถ้าหากเปิดให้เข้าชมพื้นที่ที่ยังไม่ได้เสริมความแข็งแรงของโครงสร้างได้ อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และอาจสร้างความเสียหายต่อสถาปัตยกรรมโบราณจนไม่อาจซ่อมแซมให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ครับ

ซึ่งพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามมีความเข้มงวดอย่างมากในการบูรณะสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุ โดยยึดหลักการที่ว่าจะต้องคงสภาพดั้งเดิมไว้ และใช้เทคนิคงานช่างแบบโบราณ ทำให้มีการปิดซ่อมแซมระยะยาว ในหลายๆพื้นที่บางแห่งต้องมีการการควบคุมแสง อุณหภูมิ ความชื้น และฝุ่นละอองอย่างเข้มงวดระหว่างการซ่อมแซม จึงไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ครับ

ในบางส่วนภายในพระราชวังที่มีสตูดิโอบูรณะโบราณวัตถุโดยเฉพาะ ลานหลายแห่งที่ปิดไม่ให้เข้าชม ก็คือสถานที่ทำงาน ห้องวิจัยของช่างบูรณะเเละเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุล้ำค่าล้านชิ้น (ปัจจุบัน่าจะเกือบ1.9ล้านชิ้นเเล้ว ได้จากการประมูลคืนเเละส่งคืนจากต่างประเทศ)

ซึ่งโบราณวัตถุจำนวนมากถูกเก็บรักษาไว้ในคลังใต้ดินที่สร้างใหม่ในอาณาเขตของพระราชวังต้องห้าม (ไม่เปิดเผยให้เข้าชมครับ)เเต่จะหมุนเวียนสมบัติออกมาให้ชมในทุกๆปีตามนิทรรศการครับ

เเละสิ่งที่สถาปัตยกรรมไม้กลัวที่สุดคือ “ไฟไหม้” ซึ่งตรอกซอกซอยและลานเล็กๆ หลายแห่งในเขตพระราชฐานชั้นใน มีพื้นที่คับแคบมากๆ ถ้าเปิดให้เข้าชมทั้งหมด ในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นจะเสี่ยงต่อการเบียดเสียดและการเหยียบกันได้รับบาดเจ็บ
อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการอพยพหนีภัยเเละการทำงานของทีมดับเพลิงหากเกิดเหตุฉุกเฉินด้วยครับ ในปัจจุบัน”พื้นที่หวงห้าม” กำลังจะลดลงเรื่อยๆเเละมีเเผนที่เปิดให้เข้าชมเมื่อบูรณะสมบูรณ์ซึ่งถ้าเปรียบเทียบใน ปี ค.ศ. 1925 หรือช่วงก่อตั้งพิพิธภัณฑ์

จะเป็นช่วงหลังจากจักรพรรดิผู่อี๋ถูกเนรเทศออกจากพระราชวังต้องห้ามปี1924 มีเพียวประมาณ 30% เท่านั้นที่เปิดให้เข้าชม(เฉพาะแนวแกนกลางและตำหนักหลักเพียงไม่กี่แห่ง)
เเต่ในปี ค.ศ. 2002 หรือช่วงโครงการบูรณะครั้งใหญ่ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึงปัจจุบัน ก็ได้เปิดให้เข้าชมประมาณ 80% แล้วครับ

เเละทยอยเปิดพื่นที่ใหม่ๆ เช่น อาคารปีกนกประตูอู่เหมิน และทางเดินบนกำแพงเมือง ซึ่งในอนาคตโครงการบูรณะคืบหน้าไป ภายใต้เงื่อนไขการอนุรักษ์โบราณวัตถุ
คาดว่าสัดส่วนพื้นที่เปิดให้เข้าชมจะเพิ่มขึ้นเป็น 85% ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีกประมาณ 15% จะถูกสงวนไว้เป็นคลังเก็บสมบัติ พื้นที่ปฏิบัติงาน และสถานที่สำหรับงานวิจัยเป็นการถาวรครับ
เรื่องที่น่าสนใจ
- รองเท้าดอกบัวทองสามนิ้วกว่า 5000 คู่ ของสตรีที่รัดเท้า ทั่วประเทศจีนเเละไต้หวัน
- เรื่องลี้ลับกว่า 30ปีก่อน ในพระราชวังต้องห้าม
- เหตุการณ์เพลิงไหม้ตำหนักหลิงเซียว ที่วัดจื่อหนาน
- สตรีรัดเท้ารุ่นสุดท้ายในจีน “เท้าดอกบัวทองสามนิ้ว”
- ย้อนชมพระราชวังต้องห้าม”ก่อนการบูรณะ”
- การบูรณะพระราชวังต้องห้ามที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา
- จุดยืนลึกลับหลังวังของ จักรพรรดินีหว่านหรง ในพระราชวังต้องห้าม
- คฤหาสน์ตระกูลหยาง สมัยราชวงศ์ชิง ที่รอคอยการบูรณะ
- ทำไม พระราชวังต้องห้าม บางที่ถึงปิดห้ามเข้า?
- กำเเพงเมืองหนานจิง อายุกว่า600ปี สมัยราชวงศ์หมิง หนึ่งในที่พักอาศัยของเเมว
