
ในช่วงปลายราชวงศ์ชิง เมืองท่าต่างๆ โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้ ได้เปิดทำการและเศรษฐกิจในเมืองเติบโตอย่างขีดสุดเลยทีเดียวครับ
ซึ่งวัฒนธรรมหอคณิกาแบบดั้งเดิมก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซ่องและสตรีคณิกาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “คณิกาหลวง” หรือ “คณิกาเถื่อน” แต่พัฒนาไปสู่ระดับชั้นที่เข้มงวดและเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบสมัยนั้นครับ

โดยสังคมในยุคนั้นจัดสตรีคณิกาออกเป็นหลายระดับ โดยวัดจากความสามารถทางด้านต่างๆ และฐานะทางสังคมของกลุ่มลูกค้า จนทำให้เกิดระดับชั้นของหญิงคณิกาที่สำคัญที่สุดในยุคปลายราชวงศ์ชิงครับ
(บทความอาจจะไม่ลึกมากครับเเต่พอที่ใจให้เข้าใจได้ว่าสมัยก่อนเขาเเบ่งระดับกันอย่างไร)

-คณิกาชั้นสูง ในยุคปลายราชวงศ์ชิงไม่ได้ให้บริการทางเพ-ศเพียงอย่างเดียว แต่พวกเธอทำหน้าที่เป็นเสมือนร่วมสนุกกับลูกค้าหรือสตรีสังคม
สตรีกลุ่มนี้ส่วนมากมีบุคลิกและหน้าตาสง่างาม ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องขอค้างคืนได้โดยตรง แต่ต้องทุ่มเททั้งเงินทองและเวลาเพื่อสานสัมพันธ์อย่างยาวนานอย่างเช่น

-ซูอวี้ - ขายศิลปะ ไม่ขายเรือนร่าง พวกเธอจะมีอายุน้อย หน้าตาดี เชี่ยวชาญทั้งการดีดสีตีเป่า หมากรุก พู่กันจีน หรือการขับร้องเพลงพื้นบ้าน
ในยุคแรกถึงขั้นมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมาจัด “สอบวัดระดับความสามารถ” เป็นประจำทุกปี ต้องสอบผ่านเท่านั้นถึงจะรับแขกได้ พอถึงช่วงปลายราชวงศ์ชิงต่อยุคสาธารณรัฐ ซูอวี้บางส่วนเริ่มยอมให้แขกประจำค้างคืนได้ แต่ก็ยังวางตัวสูงส่งและเข้าถึงยากอยู่ดี

-ฉางซาน- ระดับรองลงมาจากซูอวี้ ซึ่งในภายหลังเส้นแบ่งของสองกลุ่มนี้เริ่มเลือนลาง เเละถือเป็นกลุ่มสตรีสังคมชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดในเซี่ยงไฮ้ยุคนั้น
หากแขกเรียกมานั่งร่วมโต๊ะ (เรียกว่า “ออกรอบ”) จะต้องจ่ายเงิน 3 หยวน และหากต้องการให้อยู่ค้างคืน ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 3 หยวน พวกเธอขายทั้งศิลปะและเรือนร่าง แต่ไม่รับแขกขาจร จะให้บริการเฉพาะแขกประจำและแขกพิเศษเท่านั้น หากแขกต้องการค้างคืนด้วย

จะต้องผ่านขั้นตอนการ “ต๋าฉาเหวย” หรือแวะมาจิบชาพูดคุยบ่อยๆ และ “ชือฮวาจิ่ว” หรือเป็นเจ้ามือเลี้ยงสุรา จนกว่าจะสร้างความคุ้นเคยและผูกพันกันได้ระดับหนึ่ง จึงจะสามารถร่วมเตียงได้
-คณิการะดับกลางและล่าง- ซึ่งในระดับนี้จะตัดความสุนทรีย์ของปัญญาชนทิ้งไป และมุ่งเน้นไปที่การซื้อขายบริการทางเพศโดยตรง ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีจำนวนเยอะมากที่สุดในยุคนั้น ยกตัวอย่างระดับเช่น

-เยาเอ้อร์ และ เอ้อร์ซาน - จัดอยู่ในระดับกลาง (สำหรับคนทั่วไป) โดยพวกเธอเน้นขายบริการทางเพ-ศเป็นหลัก
แม้จะมีสถานที่รับรองชัดเจนและยังมีการชงชาหรือรินเหล้าให้แขกบ้าง แต่ก็ไม่ได้เน้นความสามารถทางศิลปะชั้นสูง เป็นสถานที่ที่พ่อค้าทั่วไปและชนชั้นกลางนิยมไปใช้บริการมากที่สุดครับ

-เหย่จี และ ฮวาเยียนเจียน -จัดเป็นคณิการะดับล่าง มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ค่อนข้างย่ำแย่
-เหย่จี คำนี้มีใช้มาตั้งแต่ปลายราชวงศ์ชิง หมายถึงหญิงขายบริการที่ไม่มีใบอนุญาต มักจะไปยืนตามริมถนน หน้าโรงน้ำชา หรือหน้าโรงมหรสพ เพื่อจงใจดึงดูดและเรียกลูกค้าด้วยท่าทางยั่วยวน

-ฮวาเยียนเจียน เป็นกลุ่มคณิกาที่แฝงตัวอยู่ตามโรงฝิ่นระดับล่าง เมื่อมีแขกมาสูบ-ฝิ่น พวกเธอก็จะคอยปรนนิบัติและเสนอขายบริการทางเพ-ศควบคู่ไปด้วย
-ติงเผิง และ ถ่างผาย ระดับล่างสุด-
นี่คือกลุ่มที่น่ารันทดที่สุดในวงการ มักกระจุกตัวอยู่ตามสลัมหรือแหล่งเสื่อมโทรม

-ติงเผิง จะให้บริการเฉพาะกลุ่มคนลากรถลาก กรรมกรแบกหามที่ท่าเรือ กลางวันพวกเธอจะไม่ปรากฏตัว แต่จะออกมาหาแขกในตอนกลางคืน ในค่าบริการถูกมาก
-ถ่างผาย สตรีขายบริการเถื่อนระดับล่างที่เดินเตร่หาแขกไปเรื่อยๆ ตามสถานที่หย่อนใจขนาดใหญ่หรือตามท้องถนนที่ผู้คนพลุกพล่าน

-ส่วนสุดท้ายคือ เซี่ยงกงถางจื่อ-
นอกเหนือจากหญิงคณิกาแล้ว ในเมืองหลวง (ปักกิ่ง) และเซี่ยงไฮ้ยุคนั้นยังมีวัฒนธรรม “คณิกาชาย” หรือชายขายบริการที่เฟื่องฟูมาก
ชายหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มเหล่านี้ถูกเรียกว่า “เซี่ยงกง” (相公) หรือ “เซี่ยงกู” (像姑) มีหน้าที่คอยปรนนิบัติบรรดาขุนนางและปัญญาชนชาย
เนื่องจากในอดีตราชวงศ์ชิงเคยมีกฎหมายห้ามขุนนางเที่ยวซ่องสตรีอย่างเด็ดขาด ขุนนางจำนวนมากจึงหันมาเที่ยวหอชายแทน

วัฒนธรรมนี้ครองสัดส่วนมหาศาลในย่านบันเทิงอย่าง “แปดตรอกหูท่ง” ในปักกิ่ง และเพิ่งจะถูกแทนที่ด้วยคณิกาหญิงอย่างสมบูรณ์ในช่วงรอยต่อระหว่างปลายราชวงศ์ชิงและต้นยุคสาธารณรัฐ
