
พระราชพิธีบรมศพของพระนางซูสีไทเฮานับเป็นงานพระบรมศพครั้งยิ่งใหญ่และหรูหราอลังการที่สุดครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ชิงและประวัติศาสตร์จีน
พระราชพิธีนี้ใช้งบประมาณมหาศาลกว่า 1.2 ล้านตำลึงเงิน (ถ้าประเมินจากมูลค่าน้ำหนักเเร่เงิน
ในยุคปลายราชวงศ์ชิง ระบบการเงินใช้แร่เงินเป็นหลัก โดยมาตรฐานน้ำหนักเงิน 1 ตำลึง ที่เรียกว่า “คู่ผิง” หรือน้ำหนักมาตรฐานราชสำนัก จะมีแร่เงินบริสุทธิ์หนักประมาณ 37.3 กรัม

น้ำหนักเงินรวม 1.2 ล้านตำลึง x 37.3 กรัม = 44,760,000 กรัม ถ้าอิงราคาซื้อขายแร่เงินในตลาดโลกปัจจุบันซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อกรัม
เมื่อนำน้ำหนักแร่เงินทั้งหมดมาคูณกับราคาปัจจุบัน จะได้มูลค่าประมาณ 2.7 พันล้านบาทครับ (เป็นการประมาณนะครับ)

ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความลี้ลับที่ผสมผสานเเบบตะวันออกเท่านั้น งดงามยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิชิงที่กำลังจะล่มสลายเลยทีเดียว (ขออนุญาตเลี่ยงคำราชาศัพท์เพื่อความเข้าใจง่ายครับ🙏)
ถ้านับตั้งแต่พระนางซูสีไทเฮาเสียชีวิตจนถึงการเชิญร่างลงสู่สุสานหลวงชิงตะวันออก (ชิงตงหลิง)กระบวนการเตรียมงานและขบวนแห่ทั้งหมดกินเวลายาวนานเกือบๆหนึ่งปีเต็มครับ อาจจะเรียงลำดับคร่าวๆไม่ลึกมากให้พอเข้าใจได้นะครับ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 1908 เพียงหนึ่งวันหลังจากที่จักรพรรดิกวังซวี่ เสียชีวิต พระนางซูสีไทเฮา ก็ไดเสียชีวิตอายุ 73 ปี ร่างของเธอได้รับการทำความสะอาด รักษาสภาพ และสวมชุดที่มีการปักด้ายทองคำและประดับไข่มุกอย่างสวยงาม
โลงของเธอ ทำจาก ไม้หนานมู่เนื้อทอง จากมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นไม้ล้ำค่า ที่นอกจากจะแข็งแรงทนทานต่อการผุพังแล้ว ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ภายในโลงอัดแน่นไปด้วยสมบัติล้ำค่าและอัญมณีหายาก บริเวณศีรษะประดับด้วยใบบัวหยกส่วนพื้นที่รอบๆ ร่างกายเเละใต้เเผ่นรองร่างถูกเติมเต็มด้วยไข่มุก อัญมณี และหยกแกะสลักมูลค่ามหาศาลประเมินค่ามิได้
เพื่อรอคอยฤกษ์ยามที่เหมาะสม และเพื่อให้สุสานหลวงที่เมืองจุนฮั่ว มณฑลเหอเป่ย สร้างเสร็จสมบูรณ์ ร่างของเธอจึงถูกตั้งไว้ไว้ภายในพระราชวังต้องห้ามกรุงปักกิ่ง เป็นเวลานานเกือบๆหนึ่งปี

โดยก่อนวันเคลื่อนร่างของเธอ ราชสำนักชิงได้จัดพิธี เผาเครื่องกงเต๊ก หรือการเผากระดาษเงินกระดาษทองและสิ่งของจำลองบางส่วน อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะยังคงได้เพลิดเพลินกับวิถีชีวิตอันหรูหราในโลกหน้า
จนมาถึง วันที่ 30 สิงหาคม ปี 1909 บริเวณนอกประตูตงหัวของพระราชวังต้องห้าม ช่างฝีมือได้ใช้ไม้ชั้นดีและผ้าไหมราคาแพงสร้างเรือจำลองขนาดยักษ์ที่มีความยาวถึง 72 เมตร และกว้าง 7 เมตร
บนเรือไม่ได้มีแค่ศาลาและหอคอยจำลองเท่านั้น แต่ยังมีหุ่นกระดาษขันทีและนางข้าหลวงขนาดเท่าคนจริง สวมเสื้อผ้าของจริงยืนอยู่เต็มไปหมด
โดยท่ามกลางเสียงสวดมนต์ประกอบพิธี เรือยักษ์รวมถึงหุ่นกระดาษ นาฬิกา และเฟอร์นิเจอร์จำลองอีกนับไม่ถ้วนบางส่วนได้ถูกเผาเช่นกัน
วันที่ 9 พฤศจิกายนปี 1909 ขบวนแห่โลงศ-พของพระนางซูสีไทเฮาได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ขบวนเคลื่อนออกจากกรุงปักกิ่ง มุ่งหน้าสู่สุสานหลวงชิงตะวันออกที่อยู่ห่างออกไปกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร

ขบวนแห่ดึงดูดชาวเมืองปักกิ่ง ทูตจากหลากหลายประเทศ และชาวต่างชาติให้มาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างตื่นเต้น ความยิ่งใหญ่และความแปลกประหลาดของขบวนแห่ทำให้ผู้พบเห็นต้องตกตะลึง
ผู้เห็นเหตุการณ์ชาวตะวันตกอย่าง เฮนรี โบเรล นักข่าวชาวดัตช์ ได้บันทึกรายละเอียดที่น่าสนใจไว้ว่า “ทัพหน้าเบิกทาง นำโดยขบวนด้วยกองทหารม้าชาวมองโกล และกองคาราวานอูฐที่บรรทุกเต็นท์และเสบียง สำหรับตั้งค่ายพักแรมระหว่างทาง
กองเกียรติยศกระดาษ รูปคนและม้าจำนวนมากที่ดูสมจริงจนน่าขนลุก ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ นอกจากหุ่นทหารราชวงศ์ชิงแบบดั้งเดิมแล้ว ยังมีหุ่นกระดาษ “ทหารฝรั่ง” สวมเครื่องแบบทหารสมัยใหม่ของยุโรป ซึ่งแฝงความหมายว่าแม้ในปรโลกก็ยังต้องมีทหารฝรั่งมาคอยยืนยามรักษาการณ์ให้เธอ
ดนตรีและสีสัน พระลามะ พระสงฆ์ และนักบวชลัทธิเต๋า ต่างเป่าเครื่องดนตรีบรรเลงเพลงโศกเศร้า ริ้วขบวนเต็มไปด้วยร่มและธงเรียกวิญญาณสีเหลืองทองและสีขาวปลิวไสว สีสันของขบวนแห่ตัดกับบรรยากาศอันหม่นหมองของฤดูหนาวในปักกิ่งอย่างเห็นได้ชัด”

ซึ่งศูนย์กลางของขบวนแห่ทั้งหมดคือ โลงศพขนาดยักษ์กับร่างของพระนางซูสีไทเฮา ถูกคลุมด้วยผ้าไหมทอสีเหลืองทองอร่าม ปักลวดลายมังกรทองและประดับประดาด้วยไข่มุก
เเละเพื่อให้การเคลื่อนย้ายโลงยักษ์นี้เป็นไปอย่างราบรื่น ราชสำนักได้มีชายฉกรรจ์หลายร้อยคนมาเป็นพนักงานแบกหาม ซึ่งถูกแบ่งเป็นหลายผลัด แต่ละผลัดใช้คนถึง 128 คน
พวกเขาต้องสวมชุดไว้ทุกข์เหมือนกันหมด และก้าวเดินให้พร้อมเพรียงกันเป็นจังหวะ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างเธอและอัญมณีภายในเสียหาย
ถนนตลอดเส้นทางถูกรดน้ำและนำดินมาถมให้เรียบ หรือที่เรียกกันว่าดินเหลืองปูทาง และใช้ลูกกลิ้งหินขนาดใหญ่บดอัดจนราบเรียบสนิทไว้ล่วงหน้า
หลังเดินทางอย่างเชื่องช้ามาหลายวัน ในที่สุดขบวนแห่ก็มาถึงสุสานหลวงชิงตะวันออกที่เมืองจุนฮั่ว ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1909

หลังจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและการเซ่นไหว้ครั้งใหญ่ โลงพร้อมร่างเธอก็ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระเจดีย์ใต้ดินของ สุสานหลวงผู่ถัวอวี้ ติ้งตง (ผู่ถัวอวี้ มาจากชื่อของภูเขาด้านหลังสุสานครับ) หรือเรียกได้อีกชื่อว่า ติ้งตงหลิง ครับ
แผ่นหินกั้นประตูขนาดยักษ์ถูกปิดลง ล็อกทางเข้าสู่สุสานใต้ดินอย่างแน่นหนา ถือเป็นการปิดฉากและส่งดวงวิญญาณของผู้ปกครองที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคปลายราชวงศ์ชิงให้ไปสู่สุคติครับ
แม้พระราชพิธีจะใช้จ่ายอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยเพียงใด แต่พระนางซูสีไทเฮากลับไม่ได้พักผ่อนอย่างสงบ เพราะในปี 1928 ขุนศึกซุนเตี้ยนอิง ได้ใช้ข้ออ้างในการซ้อมรบ นำทหารใช้ระเบิดเปิดทางเข้าสุสานใต้ดิน
โลงพระศพของพระนางถูกงัดออก รางเธอถูกโยนทิ้งออกมานอกโลง สมบัติล้ำค่าทั้งหมดถูกปล้นชิงไปจนหมดสิ้น เเละกลายเป็นคดีปล้นสุสานหลวงตะวันออก ที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลกในช่วงยุคสาธารณรัฐจีนตอนต้นครับ




เรื่องที่น่าสนใจ
- บันเทิง (4)
- ประวัติศาสตร์ (54)
- สถานที่ท่องเที่ยว (30)
- รองเท้าดอกบัวทองสามนิ้วกว่า 5000 คู่ ของสตรีที่รัดเท้า ทั่วประเทศจีนเเละไต้หวัน

- เรื่องลี้ลับกว่า 30ปีก่อน ในพระราชวังต้องห้าม

- เหตุการณ์เพลิงไหม้ตำหนักหลิงเซียว ที่วัดจื่อหนาน

- สตรีรัดเท้ารุ่นสุดท้ายในจีน “เท้าดอกบัวทองสามนิ้ว”

- ย้อนชมพระราชวังต้องห้าม”ก่อนการบูรณะ”

- การบูรณะพระราชวังต้องห้ามที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา

- จุดยืนลึกลับหลังวังของ จักรพรรดินีหว่านหรง ในพระราชวังต้องห้าม

- คฤหาสน์ตระกูลหยาง สมัยราชวงศ์ชิง ที่รอคอยการบูรณะ

- ทำไม พระราชวังต้องห้าม บางที่ถึงปิดห้ามเข้า?

- กำเเพงเมืองหนานจิง อายุกว่า600ปี สมัยราชวงศ์หมิง หนึ่งในที่พักอาศัยของเเมว

