อนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอหลงหลิง เมืองเป่าซาน มณฑลยูนนาน ประเทศจีน สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงยุทธการที่ซงซาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เก็บรักษาร่องรอยของหนึ่งในความขัดแย้งและความสำคัญช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงยุทธการที่ซงซาน (ช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน ค.ศ. 1944)ครับ

โดยที่มาที่ไปทางยุทธศาสตร์ของสมรภูมิซงซานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองพม่าได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1942 พวกเขาก็ได้ตัดขาดถนนพม่า ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางบกสายหลักสายสุดท้ายที่จีนใช้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

ภูเขาซงซาน ในช่วงนั้นถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นป้อมปราการที่แน่นหนาของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณเหนือแม่น้ำนู่ (หรือแม่น้ำสาละวินครับ)

โดยสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนแม่กุญแจยักษ์ที่ล็อกถนนพม่าเอาไว้ ตราบใดที่ยังตีซงซานไม่แตก เส้นทางลำเลียงเสบียงนี้ก็ไม่มีวันเปิดออกได้

ซึ่งยุทธการทวงคืนภูเขาลูกนี้ดำเนินการโดย กองกำลังรบพิเศษของจีน โดยการรบเป็นไปอย่างโหดเหี้ยมและดุเดือด จนสมรภูมิแห่งนี้ได้รับฉายาอันน่าสะพรึงกลัวว่า “แวร์เดิงแห่งตะวันออก” (หรือเทียบกับสมรภูมินองเลือดในฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1)

ขณะนั้นกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นใช้เวลาประมาณสองปีในการขุดเจาะทะลวงภูเขา เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายบังเกอร์ใต้ดินขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อถึงกัน ซึ่งออกแบบมาให้ทนทานต่อการโจมตีด้วยปืนใหญ่ทุกรูปแบบ

ทำให้ฝ่ายจีนไม่สามารถตีฝ่าขึ้นยอดเขาหลักด้วยวิธีปกติได้ กองทัพจีนจึงใช้วิธีขุดอุโมงค์ยาวลอดใต้ป้อมปราการหลักของจักรวรรดิญี่ปุ่น แล้วจุดชนวนระเบิดที่มีน้ำหนักร่วมๆ 3 ตัน เพื่อระเบิดยอดเขาทิ้งจากข้างใต้

ไปจนถึงการรบลุกลามกลายเป็นการต่อสู้ระยะประชิดในร่องสนามเพลาะ ทหารต้องสู้รบในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยโคลนตม พายุฝน และโรคระบาด

โดยการปิดล้อมกินเวลายาวนานกว่าเก้าสิบวัน ท้ายที่สุดกองทัพจีนก็สามารถเอาชนะกองกำลังทหารจักรวรรดิญี่ปุ่นได้สำเร็จ และคว้าชัยชนะครั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์มาได้
ทหารจีนเสีย-ชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวมเกือบเเปดพันนาย เเละเนื่องจากภาวะขาดแคลนกำลังพลอย่างหนักในช่วงเวลานั้น กองทัพจำต้องเกณฑ์ทหารเด็ก ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจำนวนมากเข้ามาร่วมรบ กองทัพจึงต จำนวนมากที่มีอายุเพียง 9 ถึง 15 ปีเท่านั้น
ซึ่งเด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้า ที่สูญเสียพ่อแม่ไปในช่วงสงคราม เเละบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจจากเเรงกระตุ้นความรักชาติจากผู้ใหญ่
เเละได้ถูกผลักออกสู่สนามรบแนวหน้า โดยทหารเด็กนับพันคนต้องร่วมบุกตะลุยฝ่าดงกระสุน และท้ายที่สุดก็ต้องล้มลงจมกองเลื-อดในสนามรบไปตลอดกาล

ซึ่งในปัจจุบัน เขตบริเวณกว้างของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ยังคงรักษาสภาพส่วนใหญ่ไว้เหมือนดั่งปี ค.ศ. 1944 โดยมีทั้งร่องสนามเพลาะที่ถูกอนุรักษ์ไว้ หลุมระเบิดขนาดใหญ่
และสวนประติมากรรมอันเงียบสงบที่เราเห็นเมื่อมาถึงเเละบีบหัวใจผู้มาเยือนมากที่สุดคือ จัตุรัสทหารเด็ก (Child Soldier Square) สร้างขึ้นภายหลัง
จนถึงทุกวันนี้ ที่หน้าประติมากรรมทหารเด็กในอนุสรณ์สถาน ได้เกิดธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำต่อๆกันมาคือ ประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนนับไม่ถ้วนที่เดินทางมาไว้อาลัย ต่างพร้อมใจกันนำลูกอม ช็อกโกแลต หรือของเล่นชิ้นเล็กๆ ติดตัวมาด้วย พวกเขาจะแกะห่อออก แล้วค่อยๆ วางมันลงบนฝ่ามือของรูปปั้น หรือไม่ก็สอดมันลงไปในกระเป๋าเสื้อของเหล่าทหารเด็ก

ปกติแล้ว ลูกอม มักเป็นสัญลักษณ์ของเด็ก ความไร้เดียงสา และช่วงเวลาที่ไร้ความกังวล การยื่นมันให้กับเด็กหนุ่มที่ดิ้นรนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นและความต-าย
ไม่เพียงแต่เป็นการไว้อาลัยต่อช่วงวัยรุ่นอันงดงามที่พวกเขาควรจะมี แต่ยังตอกย้ำให้เห็นว่า เมื่อต้องเผชิญกับความเสียสละอันยิ่งใหญ่ คำเชิดชูเกียรติที่ยิ่งใหญ่หรือการชดเชยทางวัตถุใดๆ ก็ไม่สามารถทดแทนการสูญเสียและบาดแผลจากสงครามที่ไม่มีวันรักษาหายได้
มันอาจจะดูเป็นคำกล่าวที่ตลกร้ายครับ เเต่แฝงไปด้วยการตั้งคำถามต่อสงครามทุกที่ และเตือนสติชาวโลกให้ตระหนักว่า “สันติภาพ” ส่วนมากต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพงและเจ็บปวด

ซึ่งในปัจจุบันมีนักประวัติศาสตร์และการค้นคว้าบางส่วนชี้ว่า ตัวเลขทหารเด็กกว่าเจ็ดพันนาย อาจเป็นเรื่องราวที่ถูกขยายความหรือส่งต่อกันมา เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่ได้มีการบันทึกการตั้งกองกำลังทหารเด็กแยกเป็นหน่วยเฉพาะตัวในเอกสารทางการของกองทัพ(ไม่เเน่ใจว่าปกปิดหรือเพียงเพราะกำพร้า)
แม้ตัวเลขทางสถิติที่แน่ชัดจะเป็นที่ถกเถียง แต่ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงเวลานั้นมีเด็กและเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กกำพร้าจากสงคราม
ถูกส่งเข้าไปอยู่ในกองทัพจริงๆ พวกเขาต้องทำหน้าที่ตั้งแต่แบกกระสุน ส่งเสบียง ไปจนถึงจับปืนสู้รบในแนวหน้า เมื่อต้องเผชิญกับสภาพการรบที่ต้องบุกทะลวงป้อมปืนกลและอุโมงค์ของศัตรูในสมรภูมิซงซาน เด็กๆ เหล่านี้จึงล้มต-ายลงเป็นจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
ส่วนอนุสรณ์สถานกองร้อยทหารเด็กเเห่งนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยืนยันตัวเลขทางสถิติเป๊ะๆ แต่สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนรำลึกถึงชีวิตบริสุทธิ์นับไม่ถ้วนที่ถูกสงครามพรากไปก่อนวัยอันควร
เพราะไม่ว่าตัวเลขที่แท้จริงจะเป็นร้อยหรือเป็นพันคน การที่เด็กตัวเล็กๆ ต้องมาเสีย-ชีวิตจมในร่องสนามเพลาะ ก็คือความเจ็บปวดที่ประเมินค่าไม่ได้อยู่ดีครับ
เรื่องที่น่าสนใจเพิ่มเติม
- ย้อนไปกว่า 120ปี สิ้นมนต์ขลังพระราชวังต้องห้าม กับชีวิตผู้ที่ถูกทิ้งไว้ในวัง ช่วงเเปดชาติยึดครองเมื่อ ปี 1901

- คฤหาสน์หรูสมัยราชวงศ์ชิง ที่รกร้าง ในผิงเหยา เมืองจิ้นจง มณฑลซานซี ของจีน

- ย้อนชมพระราชวังต้องห้ามกว่า120ปีก่อน กับจุดยืนของขันที ปี 1900

- อนุสรณ์สถานรำลึกสมรภูมิที่ซงซาน

- รองเท้าดอกบัวทองสามนิ้วกว่า 5000 คู่ ของสตรีที่รัดเท้า ทั่วประเทศจีนเเละไต้หวัน

- สตรีรัดเท้ารุ่นสุดท้ายในจีน “เท้าดอกบัวทองสามนิ้ว”

- จุดยืนลึกลับหลังวังของ จักรพรรดินีหว่านหรง ในพระราชวังต้องห้าม

- คฤหาสน์ตระกูลหยาง สมัยราชวงศ์ชิง ที่รอคอยการบูรณะ

- ทำไม พระราชวังต้องห้าม บางที่ถึงปิดห้ามเข้า?

- เจียง ไคเชก ได้เคารพศพในสุสานซุนยัตเซ็นที่นานกิง ครั้งสุดท้าย

- กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น กับเหตุการณ์ก่อนสังหารหมู่นานกิง ประมาณสองเดือน

