คุณยายวัย 94ปี เดินทางไกล เพียงเพื่อตามหาคนรักที่สูญหายไปเมื่อ 77 ปีก่อน

รูปคุณยายเเละสามีช่วงวัยหนุมสาว

สตรีวัยกว่า 90 ปี เดินทางไกล เพียงเพื่อตามหาความรักที่สูญหายไปเมื่อ 77 ปีก่อน หลังจากบอกลากัน เธอพูดกับอาสาสมัครอย่างหนักแน่นว่าไม่มีอะไรในชีวิตนี้สำคัญไปกว่าการได้พบเห็นเขา

​ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นตั้งเเต่จุดเริ่มต้น(ปี 1935 ไปจนถึงจุดสิ้นสุด ปี 2014 ความสุข ความทุกข์​ ความเศร้าระหว่างทาง เเละการเดินทางระยะไกล จะเป็นอย่างไร ​ทุกคนมีรักเเรกพบเสมอ อยู่ที่ว่าจะจดจำกันในรูปเเบบใด

รูปคุณยายเเละสามีช่วงวัยหนุมสาว

จาง ซูอิง เธอเกิด ปี 1921 ใกล้กับท่าเรือไท่เจียง พ่อเเม่ของเธอทำธุรกิจ​ส่วนตัว ฐานะค่อนข้างดี (ผ่านการสัมภาษณ์​ผ่านสื่อหนึ่งของจีน)​ ​เมื่อฉันอายุได้ประมาณ 14 ปี ก็ได้ย้ายที่ใหม่ ซึ่งไม่ไกลมากจากเดิมพร้อมกับพ่อแม่ของเธอที่เขตหยางโถวโข่ว เมืองฝูโจว ในมณฑล​ฝูเจี้ยน

เเละได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของความรักครั้งนี้ ​ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1935 ขณะนั้นยังคงเป็นสาธารณรัฐจีนอยู่เเละมีความวุ่นวาย​มากมายทั้งภายในเเละนอกประเทศ ฉันมีอายุเพียง 14 ปี และเพิ่งเรียนจบระดับต้นที่โรงเรียนเเห่งหนึ่งในตัวเมือง

รูปคุณยายช่วงวัยสาว

​สำหรับเด็กผู้หญิงในสมัยของฉันพ่อเเม่ มักมาหาคู่ครองให้ แต่ฉันอยากเรียนรู้ชีวิตเเละใช้ชีวิตบนความรักอิสระด้วยตัวเองโดยไม่ต้องโดนบังคับ เเละฉันไม่พอใจกับค่านิยมสมัยนั้นมากๆ เเต่ท้ายที่สุดฉันไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องกัดฟันและติดตามแม่ของฉันไปยังสถานที่ที่ตกลงกันไว้

แม่ของฉันพาไปพบคนๆหนึ่งที่ทะเลสาบตะวันตกในฝูโจว เพื่อแนะนำตัวฉัน ​ก่อนไปฉันไม่ค่อยมีความสุขเลยสักนิดเดียว เพราะเจ้าหน้าที่ ที่ฉันเคยพบมาก่อนนั้นท่าทีดูดุร้าย ค่อนข้างมีอายุมากกว่าฉัน

รูปสามีคุณยาย

ตอนนั้นฉันยังเด็กและรู้สึกกลัวมาก เเละเมื่อไปถึง ฉันเห็นชายคนนี้ สูงประมาณ 175 เซ็นติเมตร​ ท่าทางสุภาพ ยิ้มแย้มตลอดเวลาที่พูดคุย ฉันไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่คนไหนดูสุภาพและดูท่าทีใจดีขนาดนี้มาก่อน ​หัวใจของฉันเต้นแรงขึ้นอย่างกะทันหัน ฉันไม่สามารถซ่อนความรู้สึกแบบเด็กสาวเอาไว้ได้

และแสดงให้เห็นถึงความชมชอบ ต่อจงฉงซินอย่างไม่ต้องสงสัยในช่วงเเรกพบ ​เขาคือ จง ฉงซิน อายุประมาณ 29 ปี จบการศึกษาจากกองพลทหารช่างที่ 6 ของโรงเรียนนายร้อยหว่างเปา เเละเป็นทหารฝ่ายเสนาธิการหลักของกองพลที่ 87 ของกองทัพที่ 71

จดหมายการเสียชีวิตของ สามีเธอ จากทางกา

​ ในตอนนั้นเขาเป็นเจ้าหน้าที่ ที่มีอายุน้อยที่สุดในกองพลทหาร เราได้มองกันเเละคุยกันเพียงระยะเวลาอันสั้น “ฉันไม่รู้ว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้จะคงอยู่ตลอดชีวิตของเธอตลอดไป” ​หลังจากกลับบ้าน แม่ของฉันก็ถามฉันว่า ชอบหนุ่มคนนั้นไหม ฉันพยักหน้าด้วยใบหน้าแดงก่ำ

ด้วยความที่ได้รับเเรงสนับสนุนจากพ่อแม่ทั้งสองเข้ากันได้ดีตั้งแต่แรกพบ ​หลังจากนั้นหนึ่งเดือน เราก็ได้หมั้นกัน จนในวันที่ 19 พฤษภาคม ปี 1935 ก็ได้เเต่งงานกัน

เขาเรียกฉันว่าอาเหมย ชีวิตหลังจากที่เราแต่งงานกัน เขาเล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับกิจการของชาติ สอนให้ฉันแยกแยะยศทหาร และแยกแยะตำแหน่งจากเครื่องแบบทหาร

คุณยายในไต้หวัน

โดยบอกว่าทหารควรพร้อมที่จะสละชีพเพื่อประเทศชาติได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ เขายังซื้อหนังสือให้ฉันอ่านอยู่บ่อยๆ โดยบอกว่าการเรียนรู้เพิ่มเติมเป็นสิ่งที่ดี ​

เขาให้เงินทั้งหมดกับฉัน เขาเป็นคนประหยัดมากและงานอดิเรกอีกอย่างหนึ่งคือการเล่นไพ่ ฉันไม่เคยเล่นไพ่ บางครั้งเขาจึงทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจกับฉันและขอเงินฉันเพื่อเล่นไพ่ ​ตลอดระยะเวลา​ที่อยู่ด้วยกันฉันมีความสุข​ทุกช่วงเวลา

จนมาในปลายปี 1935 เขาได้ถูกย้ายไปทำหน้าที่ที่นานกิงพร้อมกับกองทหารของเขา และฉันก็ติดตามเขาไปด้วย ​ต่อมาฉันและเเม่สามี ​ได้ย้ายไปที่ชนบทของเจียงหยิน มณฑลเจียงซู และ จงฉงซินกลับบ้านเพื่อเยี่ยมครอบครัวสัปดาห์ละครั้ง ตลอดระยะเวลา 2 ปี

รูปสามีคุณยาย

​ จนมาวันที่ 7 กรกฎาคม ปี 1937 ทันทีที่เขากลับบ้าน เขาก็บอกกับแม่และฉันว่า หน่วยนี้ มีภารกิจเร่งด่วนและเขาต้องออกเดินทางทันที เขาไม่สามารถบอกได้ว่าเขาจะไปนานแค่ไหน ฉันรู้สึกด้วยสัญชาตญาณของหญิงสาวว่าการแยกทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา ฉันจึงเสนอตัวไปส่งเขาที่สถานนีรถไฟ

เมื่อรถไฟกำลังจะออกเดินทาง เขาได้กอดฉันแน่นจากด้านหลังและกระซิบที่หูฉันว่า “ฉันจะกลับมา รอฉันด้วย” สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็คือ การอำลากันครั้งนี้คือครั้งสุดท้ายเเละเป็นการกอดครั้งสุดท้าย…ของเราทั้งสอง

รูปคุณยายกับลูกของเธอ

​ หลังจากที่พวกเราแยกทางกัน ฉันได้รับจดหมายหลายฉบับจากเขา ซึ่งแต่ละฉบับมีข่าวร้าย เขาได้บอกฉันในจดหมายว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาเสีย-ชีวิตในการสู้รบ เช่นเดียวกับชาวเมืองคนอื่นๆ

​ จงฉงซินได้บอกกับฉันอย่างซ้ำๆว่า “ถ้าฉันเสียชีวิตหรือไม่ได้กลับมา จงใช้ชีวิตของเธออย่างอิสระ​ เเละเริ่มตันชีวิตใหม่ๆกับความรักครั้งใหม่ เพื่อฉันเเละเพื่อชีวิตเธอ” คำพูดเหล่านี้ทำให้ฉันร้องไห้ออกมาทันที” ​

ในช่วงฤดูหนาวปลายปี 1937 ทหารในเครื่องแบบทหารมาที่บ้านของฉัน ​​ เขาบอกว่าเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา​ของพันตรีจงฉงซิน และได้รับคำสั่งให้มารับฉันและแม่ไปที่กองบัญชาการกองพลอู่ฮั่น เพราะกลัวภัยสงครามจะไปถึงฉัน

รูปคุณยายกำลังยืนอยู่ด้านหน้า ป้ายชื่อวิญญาณสามี

​ เขาได้โทรมายังกองบัญชาการ​ซึ่งเป็นการโทรครั้งเเรกเเละครั้งเดียวจากหน่วยเขา เขาได้บอกฉันว่าเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาธิการกองพลที่ 259 และเขาติดงานด้านการทหาร

ไม่สามารถกลับมาหาเธอกับเเม่ได้ ​เขาจึงขอให้ฉันช่วยดูแลแม่เเทนเขาด้วยหลังจากคุยโทรศัพท์กันไม่กี่คำ เขาก็วางสายอย่างรีบร้อน “ซึ่งมันเป็นสัญญาณ​เตือนอะไรบางอย่างที่ไม่ดีเอาซะเลย”

หลังจากที่เเม่สามี​และฉันถูกส่งมาอยู่ที่กองบัญชาการกองพลอู่ฮั่น ฉันก็ไม่ได้เจอเเละคุยกับเขาเป็นเวลานาน ทำให้กังวลตลอดในทุกๆวันและยังรวบรวมความกล้าที่จะถามผู้บัญชาการกองพล

ซึ่งผู้บัญชาการกองพลกล่าวว่า ​กองพลที่ 259 ซึ่งนายทหารฝ่ายเสนาธิการจงฉงซิน ประจำการอยู่ได้เข้าร่วมการรบที่นานกิง การรบครั้งนี้น่าเศร้ามากและทหารจำนวนมากของกองทัพแห่งชาติสูญหายไป

รูปคุณยายกำลังร้องไห้หน้าป้ายชื่อวิญญาณ

คำพูดของผู้บัญชาการกองพล ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจมาก เมื่อไม่มีสามี ฉันรู้สึกว่าการอยู่ที่อู่ฮั่น นั้นไร้ความหมาย แม่และฉันจึงตัดสินใจล่องเรือกลับไปยังเมืองฉงชิ่ง หลังจากนั้นฉันขาดการติดต่อกับเขาทุกทาง ในทุกๆปี ฉันจะส่งจดหมายไปยังสำนักงานใหญ่ของกองเพื่อสอบถามว่าเขาอยู่ที่ไหน

แต่เธอไม่เคยได้รับข่าวคราวใดๆ จากเขาเลย บางครั้งฉันได้รับคำตอบกลับ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้เธอผิดหวังเสมอ ในปี 1944 วันหนึ่ง ฉันเห็นฟางเว่ยซิน ซึ่งสหายของจงชงซินอยู่บนถนน ฉันจึงถามเขาว่า “คุณรู้ไหมว่าสามีของฉันอยู่ที่ไหน” ฟางเว่ยซินกล่าวว่า “เขาและจงฉงซินไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยนับตั้งแต่สงครามที่นานกิง

รูปคุณยายกำลังเอานิ่วลูบหน้าป้ายชื่อวิญญาณ

เมื่อเขาเห็นสีหน้าอิดโรยของฉัน ​​เขาจึงอยากที่จะช่วยขอความช่วยเหลือจากผู้บัญชาการกองทัพ ฉันและฟางเว่ยซินเขียนจดหมายหลายฉบับถึงผู้บัญชาการกองทัพ และในที่สุดพวกเขาก็ได้รับคำตอบ

​”จงฉงซินได้เสียชีวิตในสนามรบอย่างกล้าหาญ เมื่อ วันที่ 11 ธันวาคม​ปี ค.ศ. 1937 หลังจากอ่านจดหมายแล้ว ความหวังทั้งหมดของฉันก็พังทลาย ฉันร้องไห้ตลอดทางกลับบ้าน และเมื่อเเม่สามีรู้ว่าลูกชายของเธอเสียชีวิต เธอก็ร้องไห้ ในปีต่อมาแม่ก็ได้เสียชีวิตลง

รูปคุณยายกำลังยืนถ่ายภาพคู่กับป้ายชื่อวิญญาณสามี

ฉันจึงต้องกลับไปหาพ่อแม่และพี่ชาย หลังจากนั้นไม่นาน สงครามกลางเมืองจีน(ก๊กมิ่นตั๋ง​กับพรรคคอมมิวนิสต์)​ ก็ปะทุขึ้น พ่อแม่และพี่ชายของฉันได้อพยพ​เดินทางไปไต้หวัน​

แต่ฉันเลือกที่จะอยู่ต่อและฉันจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต หลังจากครอบครัวของเธอจากไป เธอก็อาศัยอยู่กับชาวบ้านในหมู่บ้านด้วยกัน ในช่วงเวลานี้ มีคนจำนวนมากพยายามหาคู่ให้ฉัน แต่ฉันปฏิเสธพวกเขาทั้งหมด

รูปคุณยายกำลังให้สัมภาศ

จนกระทั่งปี 1949(อายุ28ปี)​ ฉันได้เเต่งงานกับชายคนหนึ่งผ่านการแนะนำของชาวบ้าน ซึ่งรักเเละให้เกียรติ​ซึ่งกันเเละกันเสมอมา เเละให้กำเนิดลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคน ฉันไม่ได้พูดถึงเรื่องในอดีตให้ใครฟังเลย หลังจากที่สามีคนที่สองเสียชีวิตในปี 1983 เธอรู้สึกเสียใจเช่นกัน

เเต่อย่างไรก็ตามหลายปีต่อมา ฉันรู้สึกว่าติดอยู่ในใจเสมอมาว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปเเล้ว ​ ก็ยังไม่กล้าบอกลูกๆว่าเธอต้องการตามหา จงฉงซิน เพราะ ลูก ๆของฉันเพิ่งแต่งงานมีครอบครัว​กันหมดและฉันไม่ต้องการทำให้พวกเขาเสียสมาธิ

รูปคุณยายกำลังเอานิ่วลูบหน้าป้ายชื่อวิญญาณ
รูปคุณยายกำลังเอานิ่วลูบหน้าป้ายชื่อวิญญาณ

​ จนเวลาผ่านไป 5 ปี ในปี 1988 ฉันจึงตัดสินใจบอกเล่าความปรารถนาของเธอให้ลูกๆ ทั้งสามฟัง ลูกชายคนโตจึงเดินทางไปนานกิง เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปีนั้น แต่ก็ไม่เป็นผล ในปี 1991 ฉันเดินทางไปไต้หวันเพียงลำพังเพื่อตามหาพี่ชายของฉัน และขอให้เขาช่วยหาข้อมูลว่าจงฉงซินอยู่ที่ไหน เเต่ก็ไม่มีวี่เเววจึงกลับมาบ้าน

ต่อมาลูกๆของเธอ ได้ยังเอิญอ่านข้อความในหนังสือเรื่อง “การล่มสลายของนานกิง” ซึ่งเขียนโดย Qiu Guanghan ” ​ซึ่งขณะนั้นเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการระดับสูงของกองพลที่ 87

“กองทหารนอกเมืองต่อสู้กันอย่างหนักเป็นเวลาสามวัน ในเช้าวันที่ 12 ธันวาคม 1937 กองพลทั้งสามของกองพลที่ 87 ของกองทัพที่ 71 ได้รับความสูญเสียอย่างหนัก ​ ผู้บัญชาการกองพลที่ 259 คือ นายพลยี่ อันฮวา​ กับ เสนาธิการทหาร จง ฉงซิน และทหารจากหน่วยย่อยโดยตรงของกองพลทั้งหมดเสียชีวิตในอวี่ฮวาไถ ที่นานกิง…”

เเละข้อมูลนี้ลูกเขาเลยได้ร่วมกันสืบค้นได้ต่อเเละหาเรื่อยมาเพื่อเเม่ของเขา​ จนในเดือนกันยายน ปี 2014 ลูกชายคนเล็กของเธอ ค้นพบทีมอาสาสมัครในฉงชิ่งที่ดูแลทหารผ่านศึกจากสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น ในรายการ CCTV ​ ด้วยความคิดที่จะลองดู ลูกชายเธอจึงได้ไปพบกับอาสาสมัครฟางเฟย

ซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อค้นหาจากอาสาสมัครจากทั่วประเทศ ในที่สุดพวกเขาก็พบรูปถ่ายของ จงชงซิ​น และเหลืออยู่เพียงรูปเดียวในสถานที่ อนุสรณ์สถานวีรชนจงเลี่ยฉือ (Taipei Martyrs’ Shrine)​ ​หลังจากทราบว่าแผ่นป้ายวิญญาณ​ชื่อของจงฉงซินถูกตั้งไว้ที่เเห่งนี้

เเม่ของเขาก็ยืนกรานที่จะไปไต้หวันแม้ว่าเธอจะมีอายุมากแล้วก็ตามจนในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2014 เธอพร้อมด้วยฟางเฟยอาสาสมัครจากเมืองฉงชิ่ง และลูกชายของเธอเดินทางด้วยเครื่องบินท่าอากาศยานนานาชาติฉงชิ่งเจียงเป่ย์ ไปยังไต้หวัน เช้าวันรุ่งขึ้น เธอถือดอกไม้เพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคนรักเมื่อประมาณ​ 77 ปีที่แล้ว หลังจากที่พวกเขาพลัดพรากจากกัน

เธอลูบแผ่นป้ายวิญญาณ​ ที่ชื่อของจงฉงซินเบาๆ และร้องไห้ออกมา ในระหว่างที่อยู่ที่ไต้หวันหกวัน จางซู่หยิงต้องการอยู่ที่เเห่งนี้เพื่อไปเยี่ยมแผ่นป้ายวิญญาณ​ของจงฉงซินและพบเขาให้นานที่สุด

วันก่อนออกจากไต้หวัน วันที่ 28 พฤศจิกายน​2014 จาง ซูอิงได้ไปที่เเห่งนี้เพื่อกล่าวคำอำลาอีกครั้ง ​“เราบอกลากันไปแล้วเมื่อ 77 ปีที่แล้ว และฉันได้บอกลาคุณอีกครั้งหลังจากผ่านไป 77 ปีตอนนี้ฉันอายุมากเเล้ว อีกไม่นานเราจะได้พบกันอีก”


เรื่องที่น่าสนใจ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top
JarnmooChannel