เหมืองเเร่ปรอท อายุเกือบ100ปี กับลุงหยางผู้โดดเดี่ยวในเหมืองเเห่งนี้

ซากปรักหักพังของเหมืองปรอทที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปในภูเขาจองมณฑล​กุ้ยโจวเป็นบ้านของชายผู้โดดเดี่ยวที่ไม่เคยออกจากสถานที่แห่งนี้เลยในชีวิตของเขา

ถ้าเราขับรถไปทางตะวันออกเฉียงใต้จากเขตตันไจ้ในมณฑลกุ้ยโจว ไปตามถนนลูกรังแคบๆ คดเคี้ยวเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งถึงหุบเขาลึกจะมองเห็นอาคารโรงงานสีเทาเรียงรายและอาคารสไตล์โซเวียต พร้อมด้วยปล่องไฟเก่าสูงตระหง่าน ทำให้ความรู้สึกเหมือนได้จินตนาการ​ย้อนเวลากลับไปเห็นผู้คนมากมายในอดีต

เหมืองเเร่ปรอทเเห่งนี้ริเริ่มก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นริสต์​ทศวรรษที่ 1940 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจท้องถิ่นมณฑลกุ้ยโจวและเป็นหนึ่งเหมืองที่ใหญ่อันดับตันๆของจีนในสมัยนั้น พื้นที่เหมืองมีความยาวจากเหนือจรดใต้ราว 36 กิโลเมตร กว้างจากตะวันออกถึงตะวันตก 5 กิโลเมตร เเละครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 180 ตารางกิโลเมตร

พื้นที่เหมืองทั้งหมดมีอุโมงค์เหมืองเกือบ 100 แห่ง โดยอุโมงค์หลักมีสองชั้น ความยาวรวม 8 กิโลเมตร และอุโมงค์สาขามีมากกว่า 30 ชั้น ความยาวรวมกว่า 100 กิโลเมตร เเต่ด้วยระยะเวลา เเละทรัพยากรที่หมดลง เเละเริ่มหยุดการผลิตในช่วงต้นคริสต์​ทศวรรษ ที่1990 ทำให้เหมืองแห่งนี้ก็กลายเป็นซากปรักหักพังทางอุตสาหกรรม เเละเป็นที่รกร้างมาจนถึงปัจจุบัน

ในปัจจุ​บัน​เหลือคนเพียงสามคนที่บริเวณเหมืองเดิม ซึ่งแต่ละคนรับผิดชอบงาน 10 วัน หมุนเวียนกันไปทุกเดือน
โดยลุง หยาง ซื่อกุ้ย วัย 54 ปี เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เเละเป็นคนเดียวที่อาศัยในเหมืองเเห่งนี้ เขาดูแลพื้นที่เหมืองนี้มาเกือบห้าปี มีรายได้เดือนละ 1,500 หยวน และใช้เวลาทั้งวันเดินเตร่อยู่ในบริเวณโรงงานที่ว่างเปล่า

หยาง ซื่อกุ้ย เข้าทำงานในโรงงานเมื่อปี พ.ศ. 2530 (ปี ค.ศ.1987)​ ตอนอายุประมาณ 23 ปี ซึ่งพ่อของลุงหยาง เป็นคนงานระเบิดเส้นทางในเหมือง ส่วนลุงหยางเป็นพนักงานควบคุมหม้อไอน้ำ ทำงานวันละแปดชั่วโมง หน้าที่ของเขาคือการใช้พลั่วเหล็กตักเชื้อเพลิงใส่หม้อไอน้ำ ซึ่งเป็น “งานหนัก” เเต่มีเกียรติ​ โดยสมัยนั้นเงินเดือนของลุงหยางคือ เดือนละสามสิบกว่าหยวน เท่านั้น

ซึ่งคนงานหลายคนในพื้นที่เหมืองเป็นคนงานเหมืองรุ่นที่สอง และหลายคนสามารถทำงานในพื้นที่เหมืองได้เพราะมีความผูกพันของพ่อแม่ ลุงหยางเล่าว่า “ในสมัยนั้นการทำงานในเหมืองเเร่ปรอทนี้ถือเป็นเรื่องที่มีเกียรติมาก แม้จะรู้จักเส้นสายก็ยากที่จะเข้าไปได้ สาวๆ จากหมู่บ้านโดยรอบต่างก็อยากแต่งงานเข้าเหมือง

ลุงหยางกล่าวว่า: สมัยที่พื้นที่เหมืองยังเจริญรุ่งเรือง มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 20,000 คน เปรียบเสมือนเมืองเล็กๆ ที่คึกคัก ภายในมีโรงเรียน หอประชุม และโรงพยาบาล ครบครันทุกอย่างที่ต้องการ ผู้คนจากพื้นที่โดยรอบจะมาที่นี่เพื่อจับจ่ายซื้อของและเข้ารับการรักษาพยาบาล

หลังจากทรัพยากร​เหมืองเริ่มหมดลง ทุกคนก็ค่อนๆทยอยย้ายออกไป เหลือเพียงลุงหยางและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งผลัดกันเข้ามาดูเเล ลุงกล่าว:ตอนนี้งานของข้าก็เหมือน “การบำเพ็ญเพียรและบำเพ็ญเพียร” ข้ามีเวลาว่างและภาระงานไม่หนักหนาสาหัส ข้าแค่ตระเวนสำรวจพื้นที่เหมืองแร่ทุกวันและเดินเล่นไปรอบๆ

โดยผู้นำชุมชนบอกให้ผมมุ่งเน้นไปที่ ‘การป้องกันอัคคีภัยและการป้องกันการโจรกรรม’” เเต่พูดไม่เก่งและไม่เก่งในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ซับซ้อน นอกจากนี้ลุงอายุมากขึ้นและแทบจะหางานอื่นทำไม่ได้นอกจากการเฝ้าเหมืองไปวันๆด้วยความผูกพันเเละไม่อยากจากเหมืองซึ่งเปรียบเสมือน​บ้านหลังเเรกไปไกล

โดยปกติแล้วเมื่อก่อนพื้นที่เหมืองจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมโดยเฉพาะ แต่หลายปีมานี้เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดค่อนข้างหนัก นักท่องเที่ยวจึงน้อยลง ทำให้ลุงหยางรู้สึกเหงาและเบื่อหน่ายมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน​
Source​:张艺自媒体


Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top
JarnmooChannel