ในประวัติศาสตร์จีน เหตุการณ์เเบบนี้มีอยู่จริงและไม่ได้มีแค่การตีหรือหักขาเเขนเท่านั้น เเต่เพื่อแสวงหากำไรมหาศาล โดยการทำให้ร่างกายพิการทุกรูปเเบบเพื่อเรียกร้องความสงสารและบังคับให้ขอทาน ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะในคดีอาญาทางประวัติศาสตร์ว่า “ไฉ่เซิงเจ๋อเกอ” (採生折割)

ไฉ่เซิง (採生)การจับตัวหรือลักพาตัวคนเป็นๆซึ่งเป้าหมายหลักมักจะเป็นเด็กที่ไม่มีทางสู้
🔸เจ๋อเกอ (折割)การหักแขนหักขา การตัดอวัยวะ หรือการจงใจทำลายใบหน้าให้เสียโฉม
ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์และนิยายเชิงบันทึกในแต่ละยุคสมัย ขบวนการอาชญากร จะมีวิธีการกับ(เด็กเล็ก)ที่ถูกจับมาทำ “ไฉ่เซิงเจ๋อเกอ” อย่างโหดผิดมนุษย์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆครับ
การนำมนุษย์มาเย็บติดกับสัตว์ โดยคนร้ายจะนำเด็กที่ลักพาตัวมาเเละใช้มีดถลกหนังหรือเฉือนผิวหนังบนร่างออกเป็นบริเวณกว้าง

จากนั้นจะนำหนังของสุนัข หมี หรือลิงที่เพิ่งเสีย-ชีวิตใหม่ๆ มาเย็บหรือแปะติดแน่นเข้ากับตัวเด็ก เมื่อบาดแผลสมานกัน ผิวเนื้อของคนและหนังของสัต-ว์จะเชื่อมติดเป็นเนื้อเดียวกัน
เด็กก็จะกลายสภาพเป็น คนสุนัข คนหมี หรือคนลิง ที่เดินสองขาและส่งเสียงร้องครวญครางอย่างน่าเวทนา เเละนำไปขอทาน
……
การบิดและตัด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการสร้างรูปลักษณ์ที่กระตุ้นความสงสารเเละเวทนาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้ได้มากที่สุด
โดยคนร้ายจะหักแขนขาให้ผิดรูป โดยไม่ปล่อยให้กระดูกสมานตัวกันตามปกติ หรือบางครั้งก็ตัดแขนตัดขาทิ้ง ทำลายอวัยวะบนใบหน้า เช่น ควักลูกตา ตัดลิ้น หรือเฉือนจมูกทิ้ง เพื่อทำให้เด็ก กลายเป็นผู้พิการ
…….
มนต์ดำและการควักอวัยวะ (รูปแบบยุคแรกเริ่ม)ซึ่งในเอกสารยุคราชวงศ์ซ่งและหยวน จุดประสงค์เริ่มแรกของการ “ไฉ่เซิง” (จับคนเป็นๆ) ไม่ได้ทำไปเพื่อการขอทานทั้งหมด
แต่มีความเกี่ยวข้องกับมนต์ดำ ความเชื่อทางไสยศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า การควักอวัยวะของ เด็กทั้งเป็น (เช่น ดวงตา หัวใจ สมอง) สามารถนำไปปรุงยาอายุวัฒนะหรือใช้ทำพิธีคุณไสยได้
…..

เเละด้วยความที่พฤติกรรมนี้ไร้มนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด นับตั้งแต่ราชวงศ์หยวนเป็นต้นมา ราชสำนักจึงจัดให้ความผิดนี้อยู่ในกลุ่มอาชญากรรมร้ายแรงที่ “สิบประการที่ไม่อาจให้อภัยได้” (十恶不赦) และกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดเอาไว้
แนวคิดทางกฎหมายนี้มีเค้าโครงแรกเริ่มมาจาก “ข้อหาฉกรรจ์สิบประการ” (重罪十條) ในสมัยราชวงศ์เป่ยฉี (ฉีเหนือ) และได้รับการกำหนดชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สิบความชั่วร้าย” (十惡) ใน “ประมวลกฎหมายไคหวง” สมัยราชวงศ์สุย และ “ประมวลกฎหมายราชวงศ์ถัง”
-ซึ่งข้อหาทั้งสิบประการมีอะไรบ้าง-
1.โหมวฝ่าน (謀反 ) คือการพยายามโค่นล้มราชสำนักและแย่งชิงราชบัลลังก์ นี่คือความผิดร้ายแรงอันดับหนึ่ง ซึ่งมักจะมีโทษถึงขั้นประหารทั้งตระกูล หรือแม้กระทั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรหรือเก้าชั่วโคตร
2.โหมวต้าหนี้ (謀大逆 )คือการวางแผนทำลายศาลบรรพชนของราชวงศ์ สุสานของฮ่องเต้หรือพระราชวัง
3. โหมวพ่าน (謀叛 )คือ การทรยศต่อประเทศชาติ โดยการแปรพักตร์ไปเข้ากับประเทศศัตรูหรือกองทัพกบฏ
4.เอ้อหนี้ (惡逆)คือการทุบตีหรือสังหารผู้อาวุโสสายตรง เช่น ปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่
5.ปู๋เต้า (不道)คือการก่ออาชญากรรมด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด เช่น การสังการคนในครอบครัวเดียวกันที่ไม่มีความผิดรวดเดียว, การหั่นศ-พ, การปรุงยาพิษหรือทำคุณไสยมนต์ดำ รวมถึงพฤติกรรมการทำร้ายเด็ก “ไฉ่เซิงเจ๋อเกอ” ที่เรากล่าวถึงในข้อความก่อนหน้านี้ ก็จัดอยู่ในหมวดนี้เช่นกัน
6.ต้าปู๋จิ้ง (大不敬) การลบหลู่พระเกียรติของฮ่องเต้ เช่น การขโมยสิ่งของที่ฮ่องเต้ใช้ในการบวงสรวง, หมอหลวงจัดยาให้ฮ่องเต้ผิดพลาด หรือพ่อครัวหลวงทำผิดพลาดในอาหารของฮ่องเต้
7.ปู๋เซี่ยว (不孝)การละเมิดหลักความกตัญญู เช่น การด่าทอปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่, การแอบแบ่งสมบัติแยกครอบครัวในขณะที่ผู้อาวุโสยังมีชีวิตอยู่, การแต่งงานหรือหาความสำราญในช่วงเวลาไว้ทุกข์ให้พ่อแม่
8.ปู๋มู่ (不睦)การสังหารกันเองภายในครอบครัว เช่น การทำร้ายร่างกายหรือฟ้องร้องสามีหรือผู้อาวุโสของตนเอง หรือสังหารญาติสนิท
9.ปู๋อี้ (不義) การสังหารผู้บังคับบัญชา ขุนนางปกครองท้องถิ่น หรือครูบาอาจารย์ของตนเอง หรือกรณีที่ภรรยาแต่งงานใหม่ในช่วงเวลาที่กำลังไว้ทุกข์ให้สามี
10.เน่ยล่วน (內亂)การมีความสัมพันธ์ทางเพศเชิงชู้สาว
ซึ่งกฎหมาย “ต้าหมิงลวี่” (ราชวงศ์หมิง) และ “ต้าชิงลวี่ลี่” (ราชวงศ์ชิง) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
“ผู้ใดกระทำการ” ไฉ่เซิงเจ๋อเกอ” จะต้องโทษประหาร-ชีวิตด้วยวิธีหลิงฉือ (แล่เนื้อพันมีด) ทรัพย์สินทั้งหมดให้ริบมอบแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต
ส่วนคนที่ไม่มีส่วนรู้เห็นเเต่อยู่ครอบครัวเดียวกัน ก็ต้องโทษเนรเทศไปไกล 2,000 ลี้ ส่วนผู้สมรู้ร่วมคิดต้องโทษตัดศีรษะ”
……

*ความชั่วร้ายนี้ไม่ได้ถูกฝังไว้กับอดีต แต่มันยังมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ในสังคมจีนยุคต่อๆมา
ในยุคสาธารณรัฐจีน บันทึกทางประวัติศาสตร์และหน้าหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นเคยรายงานคดีที่น่าสะพรึงกลัวมากมาย พวกแก๊งมิจฉาชีพจะนำเด็กที่ลักพาตัวมา ตีแขนขาให้หัก เพื่อเเสวงหาผลกำไรจากการขอทาน
ในยุคปัจจุบันซึ่ง ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาของการขยายตัวของเมือง สังคมจีนก็เคยมีการเปิดโปงขบวนการบังคับขอทาน ซึ่งควบคุมโดยกลุ่มอาชญากรอยู่หลายครั้งเเต่น้อยลงไปมาก เนื่องจากกฎหมายจีนที่โทษสูงสุดถึงประหาร-ชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต
