
วิกฤตความอดอยากครั้งใหญ่ในช่วงปลายราชวงศ์ชิงก่อนต้าชิงล่มสลาย ที่ไปสู่การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด จนลุกลามกลายเป็นพฤติกรรมการลักขโมยและปล้นชิงเสบียงอาหารในวงกว้าง
เพื่อรักษาระเบียบสังคมที่กำลังวุ่นงาย ราชสำนักชิงและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น มักจะใช้มาตรการปราบปรามที่เด็ดขาดต่อผู้ประสบภัยที่ก่ออาชญากรรมเพียงเพื่อประทังชีวิต ซึ่งรวมถึงการประจานให้อับอายต่อหน้าสาธารณชน และ การประหารชีวิตครับ
โดยในช่วงปลายราชวงศ์ชิงเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นบ่อยครั้ง ที่โด่งดังและรุนแรงที่สุดคือ “ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ปีติงอู้” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1876 ถึง 1879
ภัยแล้งครั้งใหญ่นี้ลุกลามไปทั่วหลายมณฑลในภาคเหนือของจีน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและผลผลิตอย่างหนัก ผู้คนเสีย-ชีวิตด้วยความหิวโหยจนมีศพเกลื่อนกลาดตามท้องถนน

เมื่อตกอยู่ในสภาวะหิวโหยขีดสุด หลังจากที่ผู้ประสบภัยกินสัตว์เลี้ยงอย่าง วัว ม้า แมว และสุนัข จนหมดสิ้น พวกเขาจำต้องขุดหาหนูหรือกระต่าย นำพื้นรองเท้าหนังเก่าๆ มาต้มกิน หรือแม้แต่คุ้ยเศษซากที่ปะปนกับฝุ่นดินมาผสมน้ำต้มเป็นข้าวต้ม เพียงเพื่อต่อลมหายใจไปวันๆ
เเละเมื่อหนทางรอดชีวิตที่ถูกกฎหมายถูกตัดขาด ผู้ประสบภัยจึงต้องยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อหาอาหาร การลักขโมยส่วนบุคคลค่อยๆ บานปลายกลายเป็นการปล้นชิงของกลุ่มคน
ผู้หิวโหยที่หมดหนทางมักจะรวมตัวกันปล้นชิงเสบียงอาหาร บางกลุ่มถึงขั้นชูธงประกาศความสิ้นหวังอย่างชัดเจนว่า “กฎหมายนั้นฝ่าฝืนยาก แต่ความหิวโหยนั้นยากจะทนทาน”
ผู้ประสบภัยจำนวนมากเลือกที่จะก่อจลาจล แย่งชิงเสบียง หรือใช้วิธี “กินบ้านเศรษฐี” (บุกรุกเข้าไปในบ้านของคนมีฐานะเพื่อปล้นชิงอาหาร) บางส่วนถึงขั้นหนีเข้าป่าตั้งตัวเป็นโจรและซุ่มปล้น
ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มักเกิดคดีปล้นเสบียงและทำร้ายร่างกายขึ้นบ่อยครั้ง บางครั้งถึงกับมีกลุ่มโจรและคนไร้บ้านนับพันคนยุยงปลุกปั่นกัน สร้างความพินาศให้กับการรักษาความสงบในท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเผชิญกับความวุ่นวายทางสังคมที่เกิดจากความหิวโหย วิธีการรับมือของราชสำนักชิงคือการอ้างอิง “กฎหมายต้าชิง” มาใช้ปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูและสร้างความหวาดกลัว

ช่วงปลายราชวงศ์ชิง ความล้มเหลวในการบรรเทาทุกข์ของชนชั้นปกครองได้ผสมปนเปไปกับความโหดร้ายของภัยธรรมชาติ
สำหรับประชาชนชั้นรากหญ้าในยุคนั้น การลักขโมยและปล้นชิงมักเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพียงเพื่อให้ตัวเอง “มีชีวิตรอด”
แต่สำหรับผู้ปกครองแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้พฤติกรรมการเอาตัวรอดของคนหิวโหยลุกลามกลายเป็นการลุกฮือของกลุ่มเกษตรกรที่อาจสั่นคลอนอำนาจรัฐ
พวกเขาจึงทำได้เพียงพึ่งพาการประจานและการใช้โทษประหาร-ชีวิตอันโหดร้าย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของความสงบเรียบร้อยในสังคม



