
ย้อนไปช่วงปลายราชวงศ์ชิง ราวปี 1840 ช่วงสงครามฝิ่น จนถึงปี ค.ศ. 1911 ที่ราชวงศ์ชิงล่มสลาย เป็นหนึ่งในยุคที่สังคมจีนเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ
ในยุคนั้นอัตราการก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเเละการกล่าวหากันเองของประชาชน การฟ้องร้องเท็จในศาลก็พุ่งสูงขึ้นถึงจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
สาเหตุหลักๆ ว่าทำไมช่วงปลายราชวงศ์ชิงจึงมีการก่ออาชญากรรมและการกล่าวหาจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจจะยกอย่างมาบางส่วนครับอย่างเช่น
ช่วงปลายราชวงศ์ชิงได้เกิดความขัดแย้งที่ลุกลามไปทั่วประเทศหลายครั้ง เช่น กบฏไท่ผิง (ไท่ผิงเทียนกั๋ว) และกบฏนักมวย ในเวลาต่อมา เพื่อปราบปรามความวุ่นวายเหล่านี้ รัฐบาลชิงจึงใช้มาตรการที่รุนแรงขั้นเด็ดขาด

ประชาชนธรรมดานับล้านคนต้องถูกทางการกล่าวหาว่าเป็น “พวกกบฏ” “ผู้สมรู้ร่วมคิด” หรือ “สายลับของกบฏ” เพียงเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในเขตสงคราม
ถูกบังคับให้ส่งเสบียงให้ฝ่ายกบฏ หรือแม้แต่เพียงแค่ถูกศัตรูคู่อาฆาตกลั่นแกล้งแจ้งความ การกล่าวหาโดยมีจุดประสงค์ทางการเมืองและการทหารจึงทำให้เกิดการตัดสินคดีที่ผิดพลาดและอยุติธรรมขึ้นนับไม่ถ้วนในยุคนั้นครับ
อีกทั้งเศรษฐกิจตกต่ำและอาชญากรรมเพื่อความอยู่รอด (คดีปล้นทรัพย์พุ่งสูง) โดยช่วงปลายราชวงศ์ชิงต้องเผชิญกับค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาลและสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ราชสำนักจึงผลักภาระทางการคลังไปให้ประชาชนระดับรากหญ้า เช่น การเพิ่มภาษีผ่านด่านที่เรียกว่า “หลีจิน” และภาษีที่ขูดรีดต่างๆ ประกอบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้เศรษฐกิจในชนบทพังทลายลง

รวมถึงการถูกบีบให้ทำผิดกฎหมายและกลายเป็นโจร อย่างเช่น ผู้อพยพเร่ร่อนจำนวนมากที่สูญเสียที่ดินทำกินต้องยอมเสี่ยงทำผิดกฎหมายเพื่อความอยู่รอด ทั้งการลักทรัพย์ การปล้นจี้ และการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งทีเเปลกกว่านั้นคือค่านิยมชอบฟ้องร้องที่ฝังรากลึกและการยุยงของหมอความ(ซ่งซือ ผู้ที่แนะนำข้อกฎหมาย ช่องโหว่ และกลยุทธ์ในการต่อสู้คดี)
ถึงแม้ว่าลัทธิขงจื๊อตามธรรมเนียมจีนจะส่งเสริมแนวคิด “ไร้คดีความ” (ไม่ควรมีการฟ้องร้องศาล) แต่ในความเป็นจริง อัตราการฟ้องร้องในหมู่ประชาชนสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลายนั้นสูงมาก
เเละประชาชนนิยมการขึ้นศาลฟ้องร้องกันอย่างหนักที่สุดเพื่อ แย่งชิงที่ดิน แหล่งน้ำ ทรัพย์สินของตระกูล หรือเรื่องหนี้สิน

ลามไปถึงการกล่าวหาที่เกินจริง ซึ่งนายอำเภอในท้องถิ่น ในยุคนั้นมักจะต้องดูแลประชาชนนับแสนคนเพียงลำพัง ทำให้มีคดีความจากหมอความมากมาย
เเละเพื่อให้นายอำเภอยอมรับพิจารณาคดีของตน (หมอความ) ที่มักจะเสี้ยมสอนให้ลูกความพูดเกินจริง เช่น บิดเบือนการทะเลาะวิวาททางร่างกายธรรมดาๆ ให้เป็นการพยายามสังหารเพื่อชิงทรัพย์ หรือเปลี่ยนข้อพิพาทเรื่องเขตแดนให้เป็นการรวมตัวกันปล้นทรัพย์ ที่มีโทษสูงสุดคือหารประหาร-ชีวิต
สิ่งเหล่านี้เองทำให้ที่ว่าการอำเภอเต็มไปด้วยการกล่าวหาร้ายแรงที่เป็นเท็จหรือถูกพูดเกินจริงไปมากสมัยนั้น
เหตุการณ์ต่างๆไม่ใช่เเค่ประชาชนเท่านั้น เเต่ความทุจริตในระบบกระบวนการยุติธรรมและการกรรโชกทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ก็เเทบจะไม่ต่างกัน
โดยระบบการบังคับใช้กฎหมายระดับรากหญ้าในช่วงปลายราชวงศ์ชิงมีความเสื่อมโทรมขั้นสุด เจ้าหน้าที่ที่ว่าการอำเภอ เช่น มือปราบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการ ผู้คุมคุก ฯลฯ มีเงินเดือนต่ำมาก พวกเขาจึงต้องพึ่งพาการรีดไถเงินจากคู่ความในศาลเพื่อความอยู่รอด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ เจ้าหน้าที่จะทำการรีดไถทรัพย์สินในทุกขั้นตอน ทั้งในระหว่างการเรียกตัวและการคุมขัง บางครั้งถึงขั้นมีการจงใจกล่าวหาคนรวยที่บริสุทธิ์เพื่อร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการกรรโชกทรัพย์
การที่ผู้คนจำนวนมาก “ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรม” ในช่วงปลายราชวงศ์ชิง สื่อไปถึงการล้มเหลวของกลไกรัฐ เศรษฐกิจที่พังทลาย และความทุจริตในระบบกระบวนการยุติธรรม
ทำให้เครื่องมือในการผดุงความยุติธรรม กลายเป็นเครื่องมือในการโจมตีกันเองของประชาชนระดับล่าง และเป็นช่องทางในการกอบโกยผลประโยชน์ของข้าราชการระดับล่างไปจนถึงระดับสูง
