
ในหน้าประวัติศาสตร์ เราอาจจะจดจำ หว่านหรงในฐานะ “จักรพรรดินี คนสุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง” ครับ เเต่ในฐานะจักรพรรดินีราชวงศ์ชิงกับสิ่งที่เธอต้องเผชิญกลับเป็นเพียงชีวิตของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ถูกพัดพาไปตามกระแสแห่งยุคสมัย ที่กำลังจะพังทลายโดยสมบูรณ์
ช่วงเวลาแห่งชีวิตของเธอ นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่พระราชวังต้องห้าม ราวปี 1922 ในช่วงนั้นเธออายุได้16 ปี ท่ามกลางความคาดหวังของผู้ใหญ่และศักดิ์ศรีที่ยังหลงเหลือเพียงน้อยนิดของราชวงศ์
เธอได้นั่งบนเกี้ยวหงส์สำหรับเจ้าสาว ถูกหามเข้าสู่กำแพงวัง ผ่านประตูหลัง(เสินอู่เหมิน)ของพระราชวังต้องห้าม ซึ่งโลกภายนอกเป็นแผ่นดินยุคสาธารณรัฐจีนไปนานแล้วหลังราชวงศ์ชิงล่มสลาย
แต่ภายในประตูเสินอู่ ยังคงมีพิธีต่างๆเเบบราชวงศ์ชิง ในวันอภิเษกสมรสพระราชวังต้องห้ามประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสี เธอสวมชุดพิธีการราชวงศ์ชิงที่งดงาม(ภาพซ้ายล่าง) วินาทีที่ได้แต่งงานกับองค์จักรพรรดิ เเละได้ครอบครองเกียรติยศที่จะคงอยู่ไปอย่างยิ่งใหญ่ชั่วชีวิต แต่เมื่อความอึกทึกครึกโครมผ่านพ้นไป
ในคืนส่งตัวเข้าหอ กลับหลงเหลือเพียงแสงเทียนที่แสนเย็นเยียบ ผู่อี๋ไม่ได้ร่วมแท่นบรรทมกับเธอ ได้ยืนมองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ที่ไม่ใช่คู่สามีภรรยา เเต่ในฐานะวัยรุ่นธรรมดาที่สบตากันแล้วก็หันหลังเดินจากไป
หลังจากเเต่งงาน พยายามค้นหาความมีชีวิตชีวา ภายในกรงทองอันกว้างใหญ่แห่งนี้ เธอได้รับการศึกษาแบบตะวันตกมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งนั่นทำให้เธอดูแปลกแยกและเข้ากันไม่ได้เลยกับบรรยากาศอันแสนหดหู่ภายในวังหลวง
ในวันที่อิซาเบล อินแกรม เเละ จอร์นสตัน มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในวัง เธอได้เรียนภาษาด้วยกันกับผู่อี๋ และตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้แก่กัน เขา(ผู่อี๋)ชื่อเฮนรี่ ส่วนเธอ(หว่านหรง) ชื่ออลิซาเบธ
เธอได้ขี่จักรยานเล่นกับผู่อี๋ในวัง ถึงขั้นยอมเลื่อยธรณีประตูที่เก่าแก่หลายร้อยปีทิ้งไปหลายบาน เเละหยิบจับกล้องถ่ายรูป บันทึกภาพถ่ายขาวดำที่สวนจักรพรรดิโซนหลังวังไว้มากมาย
ผู่อี๋ในเวลานั้น ในใจของเขายังคงลุกโชนไปด้วยความฝันที่จะฟื้นฟูราชวงศ์ขึ้นมาใหม่ ส่วนเธอหวังเพียงแค่จะได้เป็นคู่สามีภรรยายุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอย่างธรรมดาร่วมกับเขา
แต่กำแพงวังนั้นสูงใหญ่เเละการบังคับให้อยู่เเต่ในวังหลัง มันบดการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกเอาไว้ จนในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1924 กองทหารของ เฝิงอวี้เสียงได้เข้าปิดล้อมวัง ลู่จงหลิน แม่ทัพแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ พร้อมเงื่อนไขการปฏิบัติต่อราชวงศ์ชิง ที่ถูกแก้ไขใหม่บุกเข้ามาในวัง
ให้ผู่อี๋ต้องขนย้ายข้าวออกไปจากพระราชวังต้องห้าม เธอทำได้เพียงเดินตามหลังผู่อี๋ออกทางประตูเสินอู่
หลังจากหลบซ่อนตัวในปักกิ่งและขอลี้ภัยในสถานทูตญี่ปุ่นได้เพียงไม่นาน ในช่วงปี 1925 เธอเเละผู่อี๋ต้องนั่งรถไฟเดินทางเข้าไปยังเทียนจินอย่างลับๆ เข้าพักที่ “จางหยวน-張園” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเช่าของญี่ปุ่น และต่อมาก็ย้ายไปอยู่ที่ “จิ้งหยวน-靜園”
เทียนจิน (ภาพบนในโพสต์หว่านหรงอยู่ที่เทียนจินครับ) เป็นเมืองที่แปลกตาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของตะวันตก ในที่สุดเธอก็ได้สลัดชุดเครื่องทรงของราชวงศ์ชิงอันแสนหนักอึ้งทิ้งไป เปลี่ยนมาดัดผม แต่งกายด้วยชุดกี่เพ้าที่ทันสมัยที่สุด
เธอและผู่อี๋ออกงานสังคม เต้นรำในเขตเช่าของชาวต่างชาติ เล่นเทนนิส ทานอาหารฝรั่ง บนหน้าหนังสือพิมพ์มักจะตีพิมพ์ข่าวสังคมของ “ผู่อี๋และฮองเฮา” อยู่เสมอ แต่มีเพียงตัวเธอเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า บรรยากาศในคฤหาสน์นั้น มันน่าอึดอัดจนแทบจะขาดใจยิ่งกว่าในพระราชวังต้องห้ามเสียอีก
เพราะจิตใจของผู่อี๋ที่เทียนจิน ทุ่มเทไปกับการผูกมิตรกับเหล่าขุนศึกและกองกำลังต่างชาติ โดยหวังที่ที่จะทวงบัลลังก์คืนของเขานั้นรุนแรงจนเข้าขั้นบ้าคลั่ง เเละสิ่งที่สั่นสะเทือนไปทั่ว คือการที่เหวินซิ่วประกาศหย่าขาดกับผู่อี๋ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ พายุลูกนี้ทำให้ผู่อี๋ต้องอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
แต่แทนที่เขาจะทบทวนถึงความบกพร่องของตัวเอง ทั้งเรื่องการละเลยภรรยา ไม่ฟังเสียงคัดค้านเรื่การร่วมมือกับญี่ปุ่นที่จะฟื้นฟูบัลลังก์ (หว่านหรงเเละเหวิ่นซิวอาจจะมีผิดใจกันอยู่บ้าง เเต่ทั้งสองคน คัดค้านอย่างหนักที่จะให้ผู่อี๋ร่วมมือกองทัพญีปุ่นที่เข้ามาให้ข้อเสนอผู่อี๋เพื่อให้เป็นจักรพรรดิที่เเมนจูกัว)
ทำให้การหย่าของเหวิ่นซิ่ว ตกไปเป็นความผิดของหว่านหรง จนทำให้นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็ยิ่งทำตัวหมางเมิน เย็นชา และห่างเหินกับเธอราวกับคนแปลกหน้า
ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองและเสียงอึกทึกครึกโครมของเมืองเทียนจิน หัวใจของเธอกลับเหี่ยวเฉาและแหลกสลายลงอย่างสมบูรณ์
บุหรี่และฝิ่น ได้เริ่มเข้ามาเป็นสิ่งปลอบประโลมจิตใจเพียงหนึ่งเดียวของเธอ จากเด็กสาวที่เคยสดใสเบิกบานคนนั้น ค่อยๆ กลายสภาพเป็นเพียงร่างกายที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งจิตวิญญาณใดๆ อีกต่อไป
ช่วงเวลาในเทียนจิน ราวปี 1925 ถึง 1931 จากที่กล่าวมา เทียบไม่ได้เลยเมื่อ ผู่อี๋รับข้อเสนอญี่ปุ่น เเละเดินทางไปยัง ฉางชุน เเมนจูกัวเพื่อเป็นจักรพรรดิ ตั้งเเต่ปี 1932…….
