​เหตุการณ์ การยื่นสาส์นในวันเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ เมืองเวยไห่เวย ปลาย​ราชวงศ์​ชิง​

  ​เหตุการณ์ “การยื่นสาส์นในวันเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ เมืองเวยไห่เวย” เป็นบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1902 เพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร

ในยุคนั้น เวยไห่เวย หรือเมืองเวยไห่ มณฑลซานตง ประเทศ​จีน​ในปัจจุบัน มีสถานะเป็นดินแดนเช่าของอังกฤษ ช่วงปี ค.ศ. 1898 ถึง 1930 ซึ่งในตอนนั้นจะตรงกับช่วงปลายราชวงศ์ชิงพอดี พื้นที่กว่า 738.15 ตารางกิโลเมตรต้องตกอยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของอังกฤษ มีการสร้างป้อมปืนใหญ่และส่งกองทหารเข้ามาประจำการ ซึ่งหมายความว่าอำนาจอธิปไตยทั้งด้านการบริหาร การทหาร และกระบวนการยุติธรรมบนผืนแผ่นดินนี้ได้สูญสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง​

​การจัดงานเฉลิมฉลองในดินแดนแห่งนี้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของจักรวรรดินิยมอังกฤษในภาคเหนือของจีน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของจีน การยื่นสาส์นแสดงความจงรักภักดีหรือคำประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยกลุ่มผู้นำท้องถิ่นและหัวหน้าหมู่บ้านชาวจีน นำมามอบให้แก่ทางการอังกฤษ

ในระหว่างพิธีเฉลิมฉลอง เซอร์ เจมส์ ฮัลเดน สจวร์ต ล็อกฮาร์ต ข้าหลวงใหญ่ฝ่ายพลเรือนแห่งเวยไห่เวย ที่ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1902-1920 เป็นผู้รับมอบสาส์นเหล่านี้อย่างเป็นทางการ ​ซึ่งเขาเป็นเจ้าหน้าที่อาณานิคมชาวอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาจีนและหลงใหลในวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม เเละมักจะเป็นผู้รับบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างรัฐบาลอาณานิคมกับประชาชนจีนในมณฑลซานตง

บรรยากาศของงานในวันนั้นเต็มไปด้วยการแสดงแสนยานุภาพทางทหารเพื่อประกาศอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษ​ โดยไฮไลต์สำคัญคือการเดินสวนสนามและการตรวจพลรบของ กรมทหารจีนที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ กรมทหารเวยไห่เวย ​กองทหารนี้ก่อตั้งขึ้นโดยกองทัพอังกฤษในปี ค.ศ. 1899  จะประกอบด้วยทหารชาวจีนและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารชาวอังกฤษ

​พวกเขาเพิ่งผ่านสมรภูมิในเหตุการณ์กบฏนักมวยมาหมาดๆ รวมถึงการเข้าร่วมกองกำลังผสมเพื่อปลดปล่อยเขตกงสุลต่างชาติในกรุงปักกิ่งเมื่อปี ค.ศ. 1900  พอถึงปี 1902 กรมทหารนี้มีกำลังพลขยายตัวมากกว่า 1,300 นาย ​ในขณะที่ทหารส่วนใหญ่ประจำการอยู่ที่เวยไห่เวยเพื่อร่วมพิธีสวนสนามให้ข้าหลวงล็อกฮาร์ตตรวจพลในวันที่ 9 สิงหาคม 1902

  ​แต่ก็มีตัวแทนทหารบางส่วนจากกรมทหารจีนที่ 1 ได้รับเกียรติให้เดินทางไปยังกรุงลอนดอนเพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขององค์พระมหากษัตริย์ในสถานที่จริง ​งานเฉลิมฉลองเนื่องในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงสภาพความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

​การที่ขุนนางท้องถิ่นเมืองเวยไห่นำป้ายอักษร่วมยินดีไปมอบให้ พร้อมกับทำความเคารพด้วยการ ซานเกว้าจิ่วโข่ว (三跪九叩)​ คือพิธีแสดงความเคารพสูงสุดตามธรรมเนียมจีนโบราณ โดยผู้ปฏิบัติจะต้องคุกเข่าลงกราบและโขกศีรษะ  3 ชุด ชุดละ 3 ครั้ง รวมเป็นคุกเข่า 3 ครั้งและโขกศีรษะ 9 ครั้ง ​ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ท่าทีที่ยอมจำนน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงได้หลายอย่าง

((กรมทหารจีนที่ 1))

  ​คือเมื่อปราศจากกองทัพที่เข้มแข็ง การต้องเผชิญหน้ากับผู้ล่าอาณานิคมที่แข็งแกร่ง ขุนนางท้องถิ่นในยุคปลายราชวงศ์ชิงจึงไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน และถูกบีบให้ต้องยอมจำนนต่ออำนาจของปืนใหญ่และเรือรบ

อีกทั้งการต้องเผชิญกับการกดขี่จากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาอย่างยาวนาน ทำให้ระบบขุนนางบางส่วนในยุคปลายราชวงศ์ชิงสูญเสียศักดิ์ศรีและกระดูกสันหลังของชาติไปจนหมดสิ้น ​พวกเขาเคยชินกับการนำเอาธรรมเนียมขั้นสูงสุดที่ใช้กับองค์จักรพรรดิ มาใช้อย่างนอบน้อมกับชาวต่างชาติที่เข้ามายึดครอง เพียงเพื่อเอาตัวรอดหรือเพื่อประจบสอพลอ

​เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ามหาอำนาจต่างชาติได้เข้ามาจัดงานพิธีเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่งใหญ่เพื่อประกาศอำนาจอธิปไตย และสร้างความร่วมมือกับคนในท้องถิ่นบนแผ่นดินจีน ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ปี ก่อนที่ระบบจักรพรรดิของจีนจะล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์


อ่านสิ่ง​น่าสนใจเพิ่มเติม

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top
JarnmooChannel