ระบบให้ความสว่างในพระตำหนัก พระที่นั่ง ยามค่ำคืน ในพระราชวังต้องห้าม​

ในสมัยราชวงศ์​หมิงเเละราชวงศ์​ชิง ระบบแสงสว่างภายในพระราชวังต้องห้าม ได้ผ่านวิวัฒนาการครั้งสำคัญมาดมาย จากการใช้เทียนและตะเกียงน้ำมัน แบบดั้งเดิม ก้าวไปสู่การติดตั้งหลอดไฟฟ้าในพระราชวัง​ต้องห้าม​ ในช่วงปลายราชวงศ์ (หลอดไปใน​พระราชวัง​ต้องห้าม​”สมัยราช​วงศ์​ชิง​ตอนปลาย” มีอยู่จริงครับ ผมจะให้ชมรูปในโพสต์​ต่อๆไปพร้อมบทความ​ที่มา ว่ามันเข้าในพระราชวัง​ต้องห้าม​ได้อย่างไร)​

​ซึ่งแสงสว่างในราชสำนักไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อขจัดความมืดมิด เเละติดตามความเชื่อ-ประเพณี​สมัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งสะท้อนถึงบารมีและสุนทรียศาสตร์อันวิจิตรบรรจงของราชสำนักอีกด้วยครับ

ถ้ามองพระราชวังต้องห้ามผ่านยุราชวงศ์ชิงปลายอาจจะมองเห็นภาพมากกว่าเพราะรูปภาพมีมากมายเลยทีเดียวโดยรวมจะเรียก “โคมไฟราชสำนัก” (宮燈) ที่ทำขึ้นอย่างประณีตบรรจง โดยมีสำนักจัดทำสิ่งของเครื่องใช้

ไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ให้แสงสว่าง แต่เป็นงานศิลปะชั้นยอดที่รวบรวมภูมิปัญญาทางงานช่างแขนงต่างๆ ของจีนโบราณเอาไว้ ทั้งงานไม้ งานกระจก เเละงานวาดภาพ ครับในอดีต

โคมไฟถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น โคมแขวน สำหรับห้อยเพดานในพระตำหนัก, พระที่นั่ง​(ซึ่งบทความ​นี้ก็จะเน้นโคมเเขวนครับ)​ โคมตั้งโต๊ะ, โคมถนน, โคมกันลม, โคมถือ (มีด้ามจับสำหรับหิ้วเดิน) และ โคมติดผนัง เหล่านี้จะหามาให้ชมในรอบต่อๆไปครับ

ซึ่งการทำโคมแขวน “กว้าเติง” (掛燈) ตามตำรับราชสำนักชิง ไม่ใช่งานประดิษฐ์ทั่วไป แต่จะเปรียบเสมือน​ “การสร้างสถาปัตยกรรมจีนโบราณขนาดย่อส่วนโดย จ้าวปั้นชู่ (造辦處 ) หรือหน่วยงานราชการในยุคราชวงศ์ชิง ที่คัดสรรค์ระดับท๊อปทั่วประเทศ​ มาทำหน้าที่ดูแลการผลิต จัดทำ และซ่อมแซมสิ่งของต่างๆ เพื่อใช้ในวังหลวงและสำหรับจักรพรรดิ​โดยเฉพาะ​ครับ

โดยขั้นตอนดั้งเดิมในการสร้างสรรค์โคมกว้าเติงที่ถูกต้องตามขนบคร่าวๆเเบบไม่ลงลึกมากครับ

​การเลือกและเตรียมไม้ (選材)โดยช่างจะเลือกใช้ไม้เนื้อแข็งชั้นดีเยี่ยม เช่น ไม้จื่อถาน(紫檀)​ หรือไม้จันทร์เเดงซึ่งเฟอร์นิเจอร์​สมัยราช​วงศ์​ชิง​ส่วนใหญ่ก็จะมาจากไม่จันทร์​เเดงส่วนใหญ่ครับ(นิยมสุด)​ นำมาตากทิ้งไว้ให้แห้งสนิทตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้หดตัวหรือบิดงอเมื่อโดนความร้อนจากเปลวไฟด้านในเเละทำการปรับรูปทรง

​ต่อมาสร้างโครงสร้างด้วยระบบ “สุ่นเหมา” (榫卯) หรือการเข้าไม่โดยไม่ใช้ตะปูเเม้เเต่ตัวเดียวนั่นเองครับส่วนมากจะเป็นทรง 6 เหลี่ยม หรือ 8 เหลี่ยมที่ มีความสมดุล แข็งแรง ทนทานต่อแรงลมเมื่อนำไปแขวนภายนอก และสามารถรับน้ำหนักแผ่นกระจกได้ครับ

เมื่อได้โครงไม้แล้ว ช่างแกะสลักจะลงมือฉลุลายบนเสาโคมและกรอบหน้าต่างของโคมไฟ ลวดลายมักมีความหมายมงคล เช่น ลายเมฆ ลายค้างคาว ลายอักษรมงคลหรือลายมังกร ครับ

ต่อมาคือการทำแผ่นกั้นแสง ซึ่ง​ในยุคชิงที่กระจกเริ่มเป็นที่นิยมครับ โดยช่างจะตัดกระจกให้พอดีกับช่องหน้าต่างโคม จากนั้นจะใช้เทคนิค “การวาดภาพหลังกระจก

​อย่างภาพทิวทัศน์ ดอกไม้ นก หรือบุคคล สลับซ้ายขวาจากด้านหลังของแผ่นกระจก เพื่อให้ด้านหน้าดูเงางามและป้องกันไม่ให้สีหลุดลอกเมื่อสัมผัสกับความร้อนของเทียนและควันด้านในครับเเต่ถ้าไม่ใช้กระจก ก็จะขึงด้วยผ้าไหมทอเนื้อละเอียดที่วาดลวดลายไว้คล้ายกันครับ

ต่อมาคือการหลังคาโคมหรือหมวกโคม (燈帽)​
​ส่วนใหญ่จะถูกออกแบบให้เป็นรูปทรงเลียนแบบ “หลังคาศาลาจีน” เจาะช่องระบายอากาศ ไว้ใต้หลังคาโคม เพื่อให้ความร้อนและควันจากเปลวเทียนระบายออกไปได้ ป้องกันไม่ให้โครงไม้แตกร้าวหรือกระจกแตกเพราะความร้อนสะสมครับ

​เมื่อเสร็จ​ทุกขั้นตอนก็​นำชิ้นส่วนทั้งหมดมาประกอบเข้าด้วยกัน ติดตั้ง “ฐานรองไฟ” ด้านในอย่างแน่นหนาเพื่อให้ตั้งเทียนไขหรือถ้วยน้ำมันได้อย่างปลอดภัยครับ

ขั้นตอนสุดท้ายคือการประดับชายโคมด้วย พู่ระย้า (流蘇 ) ที่ร้อยด้วยด้ายไหมสีสด สลับกับลูกปัดแก้ว หยก หรือหินสีต่างๆ เมื่อมีลมพัด พู่ระย้าเหล่านี้จะแกว่งไกวและกระทบกันเกิดเสียงเบาๆ เพิ่มสุนทรียภาพในยามค่ำคืนครับ

โดยตัวอย่างในรูปก็จะเป็นโคมเเขวนคือ

ภาพบน(ซ้าย-ขวา)​ โคมเเขวนจากภายในพระที่นั่ง​หย่างซิน ฝั่งตะวันออก(โซนที่พระนางซูสี​ไทเฮา​ว่าราชการ​หลัง​ม่าน)​

ภาพกลางรูปซ้ายเเละภาพล่างทั้งสองภาพ คือโคมเเขวนในพระตำหนักฉู่ซิ่ว ที่พระนางซูสี​ไทเฮา​เคยประทับครับ

ภาพกลางรูปขวาคือ โคมเเขวนจากภายในพระที่นั่ง​หย่างซิน ฝั่งตะวันออกโซนด้านในครับ


Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top
JarnmooChannel