
ทำไม! สมบัติชาติ “กว่าหมื่นหีบ” ถูกข้นย้ายออกจากวังต้องห้าม ปี1933 เเละขุนพลผู้พิทักษ์สมบัติชาติจีนก่อนขนออกจากพระราชวังต้องห้าม เกือบ100 ปีก่อน
ภาพในโพสต์คือบรรยากาศช่วงที่หีบบัติอยู่บริเวณประตูอู่(อู่เหมินชั้นใน)หรือประตูหน้าของพระราชวังต้องห้ามที่อยู่ในช่วงดำเนินการขนย้ายออกเมื่อปี 1933 ครับ (ปรับเติมสีให้เห็นบรรยากาศภายในพระราชวังต้องห้ามครับว่าเป็นอย่างไร)

โดยก่อนที่จะขนย้ายสมบัติราชวงศ์จีนกว่า13,000หีบออกจากพระราชวังต้องห้ามไปยังเซี่ยงไฮ้เมื่อปี1933 ซึ่งในปี 1931 ถึง 1932 ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการปกป้องมรดกชาติเช่นกันครับ
หลังเกิดเหตุการณ์มุกเดน ในปี 1931 สถานการณ์ในภาคเหนือของจีนสั่นคลอนอย่างหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้สมบัติล้ำค่าของชาติชิ้นใดต้องตกไปอยู่ในมือของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม จึงเริ่มวางแผนเพื่อขนย้ายโบราณวัตถุออกจากเป่ย์ผิง (ชื่อของปักกิ่งในขณะนั้นครับ)

ก่อนที่การขนย้ายลอตแรกจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในต้นปี 1933 ช่วงเวลาปี 1931-1932 จึงเป็น “ระยะเตรียมการและบรรจุหีบห่อ” ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของภารกิจนี้ด้วยครับ
โดยในช่วงเตรียมการ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่คอยวางหมากตัดสินใจ ไปจนถึงนักวิชาการและผู้ดูแลแนวหน้าที่ลงมือปฏิบัติจริง บุคคลสำคัญ อย่างเช่น
-คุณ อี้ เผยจี ซึ่งเขาเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์พระราชวังในขณะนั้น เขาคือหนึ่งในผู้เสนอและผู้ตัดสินใจหลักในแผนการขนย้ายลงใต้ ท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากสังคมที่เรียกร้องให้ “ขอสู้ตายเคียงข้างสมบัติชาติ”ครับ เขาต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล และแอบสั่งการลับๆ ให้แต่ละแผนกเริ่มตรวจสอบ คัดเลือก และเตรียมบรรจุโบราณวัตถุ

-คุณ หม่า เหิง เป็นรองผู้อำนวยการแผนกโบราณวัตถุ (ภายหลังได้เลื่อนเป็นผู้อำนวยการ) เขาคือผู้ผลักดันหลักที่ยืนกรานให้ย้ายโบราณวัตถุออกจากเป่ย์ผิง และสามารถโน้มน้าวฝ่ายต่างๆ ในสภาการเมืองเป่ย์ผิงปี 1932 ให้เห็นด้วยกับแผนนี้ได้สำเร็จครับ
-หลี่ จงต้ง เป็นเลขาธิการพิพิธภัณฑ์ เขาเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยอี้เผยจีจัดการเรื่องการประสานงานทางปกครอง การจัดหาเสบียง และการควบคุมดูแลภายในครับ

-คุณอู๋ หยิง เป็นเลขานุการคนสำคัญ ผู้รู้ถึงมูลค่าของโบราณวัตถุ เขาเป็นผู้ประสานงานด้านโลจิสติกส์และการคุ้มกันจากกองทัพและตำรวจ ทั้งยังเป็นผู้คุมการขนย้ายสมบัติลอตแรกด้วยตัวเองครับ
-คุณจวง เหยียน และ น่า จื้อเหลียง เป็นนักวิชาการและผู้ดูแลแผนกโบราณวัตถุ เขาทั้งสองคนแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โต แต่พวกเขาคือ หัวใจสำคัญของการแพ็กของและบรรจุลงลัง ในปี 1932
ซึ่งในเวลาต่อมา น่า จื้อเหลียง ได้เขียนบันทึกประวัติศาสตร์การบรรจุหีบห่อที่ละเอียดที่สุดไว้ในหนังสือ “70 ปีแห่งการพิทักษ์สมบัติกู้กง”
(📌 ผมจะลองไปหาอ่านเเล้วจะมีเล่าให้ฟังครับ)

ซึ่งเเน่นอนครับว่า โปรเจกต์ระดับชาตินี่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครับ เจ้าหน้าที่กู้กงส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการและไม่เคยมีประสบการณ์ขนย้ายของเก่าที่เปราะบางจำนวนมหาศาลในระยะทางไกลๆ
เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย จวงเหยียน และ น่าจื้อเหลียง จึงต้องทำการศึกษาและทดลองอย่างรัดกุมครับ
โดยพวกเขาใช้วิธีการ 2 รูปแบบหลักๆ
1.การแกะรอยลังไม้ยุคราชวงศ์ชิงโดย พวกเขาไปค้นหาลังไม้บรรจุเครื่องลายครามจากยุคจักรพรรดิเฉียนหลงที่ส่งตรงมาจากจิ่งเต๋อเจิ้นและยังไม่เคยถูกเปิดออก นำมาแกะดูทีละชั้นเพื่อศึกษาเทคนิคการแพ็กของส่งทางไกลของราชสำนักโบราณครับ
2.ขอความรู้เเละวิชาจากพ่อค้าของเก่า โดยพวกเขาเดินทางไปย่านหลิวหลีฉ่าง ซึ่งเป็นย่านขายของเก่าชื่อดังในปักกิ่ง เพื่อสอบถามเคล็ดลับจากร้านค้าว่าพวกเขาแพ็กเครื่องลายครามราคาแพงส่งออกต่างประเทศอย่างไร ถึงขั้นเชิญพ่อค้าของเก่ารุ่นเก๋าเข้ามาสาธิตให้ดูถึงในวังต้องห้ามครับ
โดยหลังจากการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาสรุปหลักการในการบรรจุหีบห่อได้ 2 ข้อหลักๆคือ
-การแยกส่วน โดยโบราณวัตถุแต่ละชิ้นต้องมีวัสดุกันกระแทกคั่นกลาง ห้ามให้ของสองชิ้นสัมผัสหรือกระทบกันโดยตรงเด็ดขาด
-ความแน่นหนา คือการทำให้ภายในลังต้องไม่มีช่องว่างแม้แต่มิลลิเมตรเดียว ทุกอย่างต้องถูกอัดจนแน่นสนิท หากของข้างในขยับไม่ได้ ต่อให้ลังไม้กลิ้งตกลงมาระหว่างขนย้าย ของข้างในก็จะไม่แตกหักจากแรงเหวี่ยงครับ

ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้กงใช้เวลากว่าครึ่งปีในการแพ็กสมบัติกว่า 13,000 หีบ ด้วยขั้นตอนที่เข้มงวดขั้นสุดครับ
ชั้นที่ 1 นำกระดาษเนื้อหนามาห่อโบราณวัตถุทีละชิ้น และตามจุดที่บอบบาง เช่น ขอบถ้วยกระเบื้อง หรือ รอยฉลุของหยก จะถูกรองด้วยสำลีบริสุทธิ์ของใหม่คุณภาพสูง
ชั้นที่ 2 นำสมบัติที่ห่อเสร็จแล้วประเภทเดียวกันหลายๆ ชิ้นมาวางซ้อนกัน แล้วมัดด้วยเชือกฟางให้แน่นหนาเป็นก้อนเดียว (เป็นมัด) ระหว่างมัดแต่ละก้อนจะใช้แกลบหรือสำลีคั่นไว้

ชั้นที่ 3 นำสิ่งของที่มัดเตรียมไว้จัดเรียงลงในลังไม้ ช่องว่างทุกจุดระหว่างสิ่งของกับผนังลังไม้ทั้งสี่ด้าน จะถูกยัดด้วยฟางข้าว แกลบ และสำลี อัดจนแน่นชนิดที่ว่าแม้แต่นิ้วเดียวก็สอดแทรกเข้าไปไม่ได้
ชั้นที่ 4 ซึ่งตอนแรกกู้กงพยายามประหยัดงบโดยลองใช้ลังไม้เก่าที่เคยใส่บุหรี่ แต่พบว่าแผ่นไม้บางเกินไปและโยกเยกง่าย
ทางสถาบันจึงตัดสินใจทิ้งวิธีนั้นและสั่งทำลังไม้เนื้อหนาพิเศษขนาด กว้าง 0.5 x ยาว 1 x สูง 0.5 เมตร จำนวนมาก
เมื่อตอกฝาปิดสนิท ลังที่บรรจุของหนักเป็นพิเศษจะถูกรัดด้วยแถบเหล็ก หรือใส่ลงในลังเหล็กขนาดใหญ่อีกชั้นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งครับ
ในตอนนั้น อู๋ อวี้จาง ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องทองสำริด ถึงขั้นคำนวณจุดศูนย์ถ่วง และมุมการจัดวางของเครื่องทองสำริดแต่ละชิ้นอย่างละเอียด
เมื่อลังเหล่านี้ถูกส่งถึงเซี่ยงไฮ้และถูกเปิดตรวจเช็ก เจ้าหน้าที่ถึงกับกุมขมับ เพราะแทบจะหาทางจัดเรียงของกลับเข้าไปในลังเดิมให้พอดีเหมือนที่แพ็กมาในตอนแรกไม่ได้เลย(เเน่นเกิน)
เเละด้วยความทุ่มเทแบบไม่เสียดายงบประมาณและความพิถีพิถันขั้นสุดยอดนี้เอง สร้างปาฏิหาริย์ในประวัติศาสตร์การขนย้ายโบราณวัตถุระดับโลก ที่ไม่มีสมชิ้นใดได้รับความเสียหายเมื่อถึงเซี่ยงไฮ้ปี 1933 ครับ
