
บทความนี้ไม่ได้ลงลึกถึงประวัติพระนาง เเต่จะเป็นบทความวิธีการทำโลงของพระนางช่วงปลายราชวงศ์ชิงครับ
ซึ่งกระบวนการสร้างโลงพระศพพระนางถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เข้มงวดและใช้เวลายาวนานมาก โลงพระศพของพระนางซูสีไทเฮาใช้ระบบ “โลงซ้อนโลง” ลักษณะเเบบจะมีโลงชั้นในและโลงครอบชั้นนอกอีกทีครับ

ตามธรรมเนียมดั้งเดิม การคัดเลือกวัสดุและฝีมือช่างนั้น ถือได้ว่าเป็นที่สุดแห่งงานพระบรมศพของราชวงศ์ชิงเลยก็ว่าได้ครับ
โดยขั้นตอนที่ใช้ทุนทรัพย์พอสมควรสำหรับวัสดุที่ใช้ทำโลงพระศพคือ ไม้หนานมู่เนื้อทอง จากมณฑลยูนนาน ตะวันตกเฉียงใต้ ของประเทศจีน (เป็นมณฑลชายแดนที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด)

ไม้หนานมู่เนื้อทอง ซึ่งเป็นไม้ที่หายากและล้ำค่ามาก ดูจากพระราชวังที่ยืนมาได้นับร้อยปีส่วนใหญ่ดั้งเดิมจะใช้ไม้หนานมู่เช่นกัน
ต้นไม้ชนิดนี้เติบโตช้า เนื้อไม้แข็งและแน่นหนา นอกจากจะกันความชื้นและกันผุพังได้ดีเยี่ยมแล้ว ยังมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติอีกด้วยครับ

เพื่อให้ได้ซุงขนาดใหญ่ชิ้นเดียว ราชสำนักต้องส่งคนบุกป่าฝ่าดงเข้าไปในหุบเขาลึกทางตะวันตกเฉียงใต้ และต้องทุ่มเททั้งกำลังคนและงบประมาณมหาศาล
ทำการขนส่งซุงยักษ์ที่หนักหลายตันเหล่านี้ผ่านทั้งทางน้ำและทางบก (ช่วงการสร้างพระราชวังสมัยราชวงศ์หมิงก็ใช้วิธีขนส่งเเบบนี้เช่นกันเอาไว้ผมจะเจาะลึกให้อ่านครับ) โดยใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะถึงกรุงปักกิ่ง

เมื่อไม้มาถึง จะเป็นหน้าที่ของช่างฝีมือชั้นสูงจากสำนักมหาดเล็กในการตัดและประกอบ รูปทรงโลงพระศพของราชวงศ์ชิงจะต่างจากโลงศพของชาวฮั่นทั่วไปที่มีลักษณะป่องกลาง
โลงชั้นในของพระนางซูสีไทเฮาจะมีลักษณะคล้ายทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนสอบเข้าหากันเป็นทางลาด

รูปทรงโดยรวมคือ ด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง และด้านหน้ากว้างกว่าด้านหลัง มุมทุกด้านจะถูกลบคมให้โค้งมนเรียบเนียน ไม่ให้เห็นขอบมุมที่แหลมคมมากเกินไป
เพื่อให้โลงปิดสนิทและป้องกันการเน่าเปื่อยได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อขึ้นโครงไม้เสร็จจะต้องผ่านกระบวนการ “ลงรัก” ที่ซับซ้อน

ช่างจะทายางรักดิบลงบนไม้ จากนั้นใช้ผ้าป่าน (ผ้าใยกัญชง) ผสมกับผงอิฐและเลือดหมูพอกทับเป็นชั้นๆ เพื่ออุดรอยต่อทั้งหมด
เมื่อชั้นแรกแห้งสนิทและขัดจนเรียบแล้ว จึงจะทาชั้นต่อไป โลงพระศพของราชวงศ์ชิงจะถูกลงรักตามธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบๆ รอบ (สูงสุดถึง 49 รอบ) จนพื้นผิวโลงกลายเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งน้ำและความชื้นไม่สามารถซึมผ่านได้ (ถ้าไม่โดนซุนเตียนอิงปล้น ปี1928 ผมว่าโลงพระนางจะสวยมากๆครับ เเต่การปล้นทำให้โลงเสียหายพอสมควรเลย)

ต่อมาคือการออกแบบที่แฝงคติธรรมทางพุทธศาสนา ด้วยความที่พระนางซูสีไทเฮาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง
โลงชั้นในของพระองค์จึงถูกตกแต่งด้วยกลิ่นอายของศาสนาอย่างชัดเจน ภายนอกของโลงชั้นในถูกทาด้วยสีรักสีแดงชาด จากนั้นจิตรกรประจำราชสำนักและพระเถระชั้นผู้ใหญ่ได้ร่วมกันใช้ “สีทองคำแท้” (ทองคำบดละเอียด)
เขียนบทสวดธารณีมนต์เป็นภาษาสันสกฤตและภาษาทิเบตจนเต็มพื้นที่โลง

(📌ธารณีมนต์ คือ บทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะนิกายมหายาน หมายถึง บทมนตร์ที่รวบรวมหลักธรรมคำสอนและพลังพุทธานุภาพไว้ เพื่อให้ผู้สวดจดจำได้ง่าย ธารณีมนต์มักจะไม่มีการแปลความหมายครับ แต่เชื่อกันว่าเป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยคุ้มครองและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย)
บทสวดนี้ไม่เพียงแต่เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสวดอ้อนวอนขอให้พระพุทธานุภาพช่วยปกปักรักษาและนำพาดวงวิญญาณของพระองค์ไปสู่สุคติ

ตามบันทึก “อ้ายเยว่เซวียนปี่จี้” ของหลี่เหลียนอิง ขันทีคนสนิทระบุว่า ก่อนที่จะเชิญร่างพระนางซูสีไทเฮาลงสู่โลง ช่างฝีมือและขันทีจะปูรองก้นโลงด้วยวัสดุที่หนาและหรูหราที่สุด
เริ่มจากปูที่นอนที่ทอด้วยด้ายทองคำและร้อยด้วยไข่มุกซ้อนกันถึง 3 ชั้น จากนั้นก็โรยไข่มุกทับลงไปโดยตรงจนหนาถึง 1 ฟุต (ประมาณ 30 เซนติเมตร)
เตียงไข่มุกที่งดงาม ไม่เพียงแต่แสดงถึงความมั่งคั่งมหาศาลเท่านั้น แต่ไข่มุกยังมีคุณสมบัติที่ช่วยดูดซับความชื้นและรักษาสภาพศพได้อีกด้วย

โลงพระศพชั้นในของพระนางซูสีไทเฮานั้นแข็งแกร่งมาก ด้วยความทนทานของไม้หนานมู่สีทองและชั้นยางรักที่เคลือบทับนับสิบชั้น
จนในปี 1928 เมื่อทหารของขุนศึกซุนเตี้ยนอิงเข้าไปปล้นสุสาน พวกเขาไม่สามารถเปิดโลงชั้นในนี้ได้ด้วยวิธีปกติ
สุดท้ายจึงต้องใช้ขวานและดาบจามอย่างรุนแรงเพื่อผ่าโลงออกและปล้นสมบัติประเมินค่ามิได้ที่อยู่ข้างใน
โลงชั้นในที่พังเสียหายได้รับการซ่อมแซมและประกอบกลับเข้าไปใหม่ในภายหลัง และยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในพระราชวังใต้ดินของสุสานหลวงชิงตะวันออกพร้อมกับร่างของพระนางซูสีไทเฮามาจนถึงทุกวันนี้ครับ

ในช่วงปี 1928 ตอนสุนเตียนอิงปล้นสุสานพระนาง ทหารได้ลากร่างของพระนางออกมาจากโลงและโยนทิ้งลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยโคลนตมครับ
เเต่ร่างพระนางซูสีไทเฮาในโพสต์ที่ได้มีการเปิดในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน ปี1983 เราย้อนไปตอนที่จักรพรรดิผู่อี๋ตอนนั้นอยู่เทียนจินรู้ข่าวการปล้นสุสานชั้นใต้ดินขอฝพระนางซูสีไทเฮา
เลยสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำการนำร่างที่ได้เก็บมาไว้ในโลงเเละบูรณะโลงปิดผนึกไว้เเบบเดิมครับ เเละภาพในโพสต์คือสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ของการเปิดโรงเมื่อปี 1983 ครับ


ชื่นชอบ บทความดีมากเลยครับ หาประวัติศาสตร์แบบนี้มาให้อ่านอีกเยอะๆนะครับ
ขอบคุณนะครับ🥰