
หยวน ซื่อไข่ คือบุคคลแรกของจีนที่สามารถยึดอำนาจรัฐจากซุนยัตเซ็นได้ โดยไม่ต้องเสียกระสุนปืนแม้แต่นัดเดียวและไม่มีผู้เสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับอาศัยเพียงข้อตกลงใน ‘รัฐธรรมนูญชั่วคราว’ เท่านั้น” ใช่ไหมครับ
พอดีไปเจอคอมเมนท์นี้ของพี่คนหนึ่งมาน่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ

ในช่วงที่จักรพรรดิชิงสละราชสมบัติและเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งการที่หยวนซื่อไข่ ก้าวขึ้นมาแทนที่ซุนยัตเซ็น ในฐานะประธานาธิบดีเฉพาะกาลนั้น ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพที่ “ไม่เสียกระสุนแม้แต่นัดเดียว” และน่าจะไม่ใช่การยึดอำนาจโดยอาศัยเพียง “รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว” ครับ
ซึ่งไพ่เด็ดที่แท้จริงของหยวนซื่อไข่ ที่สามารถบีบให้คณะปฏิวัติฝ่ายใต้ถอยได้ ไม่ได้พึ่งพากระดาษสัญญาเพียงแผ่นเดียว แต่เป็นเพราะเขากุมอำนาจทางการทหารที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่เราคุ้นเคยคือ กองทัพใหม่เป่ยหยาง

ในช่วงเวลานั้น หยวนซื่อไข่ คุมกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดเเละเนื้อหอมที่สุดใครก็ต้องการตัว ในขณะที่รัฐบาลปฏิวัติฝ่ายใต้แม้จะก่อตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐจีนขึ้นมาได้
แต่กองทัพในแต่ละมณฑลจะค่อนไปทางต่างคนต่างอยู่ ขาดแคลนเสบียงและเงินทุน แถมอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ค่อนข้างล้าหลังพอสมควร ทำให้ไม่มีศักยภาพพอที่จะยกทัพขึ้นเหนือได้

สาเหตุที่ซุนยัตเซ็นยอมสละตำแหน่ง ก็เพราะในภาวะที่ถูกบีบคั้นทั้งศึกในและศึกนอก ซึ่งเขาหวังที่จะใช้กองทัพของหยวนซื่อไข่ ไปบีบให้จักรพรรดิชิงสละราชสมบัติ เพื่อแลกกับจุดยืนขั้นต่ำคือการได้มาของ “ระบอบสาธารณรัฐ” โดยให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่ซุนยัตเซ็นเร่งร่างขึ้นมาก่อนที่จะส่งมอบอำนาจให้หยวนซื่อไข่
ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1912 โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อป้องกันและจำกัดอำนาจเผด็จการของหยวนซื่อไข่ เพื่อไม่ให้เขามีอำนาจล้นฟ้า

ซุนยัตเซ็นจงใจเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองจากระบบประธานาธิบดีมาเป็นระบบคณะรัฐมนตรี โดยหวังจะใช้คณะรัฐมนตรีและวุฒิสภาเป็นตัวคานอำนาจและทำให้ประธานาธิบดีกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์
ทำให้รัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้จึงไม่ใช่เครื่องมือในการยึดอำนาจของหยวนซื่อไข่ แต่เป็นอาวุธทางการเมืองที่ฝ่ายปฏิวัติใช้เพื่อต่อกรกับหยวนซื่อไข่

ส่วนคำว่า “ไม่เสียกระสุนแม้แต่นัดเดียว ไม่ตา-ยแม้แต่คนเดียว”อาจจะต้องมองย้อนไปช่วงการส่งมอบอำนาจระหว่างหยวนซื่อไข่และซุนยัตเซ็น ซึ่งจบลงที่โต๊ะเจรจา(อาจเเค่บนโต๊ะ) เพราะการเจรจานี้ตั้งอยู่บนรากฐานของการนองเลื-อดและการข่มขู่ทางการทหาร
ซึ่งหลังเกิดการปฏิวัติซินไฮ่ เพื่อกดดันทั้งราชสำนักชิงและคณะปฏิวัติฝ่ายใต้ หยวนซื่อไข่ได้สั่งให้กองทัพเป่ยหยางบุกโจมตีเมืองฮั่นโข่วและฮั่นหยางอย่างหนักหน่วง

ทำให้ทหารฝ่ายปฏิวัติและพลเรือนบริสุทธิ์เสีย-ชีวิตเป็นจำนวนมาก เขาใช้ชัยชนะทางการทหารในแนวหน้ายึดฮั่นหยาง บีบอู่ชาง มาเป็นข้อต่อรองที่บีบให้ฝ่ายใต้ต้องยอมมานั่งโต๊ะเจรจาสันติภาพ
เมื่อซุนยัตเซ็นเรียกร้องให้หยวนซื่อไข่ต้องเดินทางมารับตำแหน่งที่หนานจิง (นานกิง) เพื่อดึงเขาออกจากฐานอำนาจ หยวนซื่อไข่ซึ่งต้องการปักหลักอยู่ในถิ่นเก่าทางเหนือ

จึงแอบสั่งการให้ลูกน้อง ก่อกบฏในแถบปักกิ่ง เทียนจิน และเป่าติ้ง มีการวางเพลิงเเละปล้นสะดม เขาใช้ความรุนแรงของจริงมาบีบบังคับให้ฝ่ายใต้ยอมถอย จนสุดท้ายเขาก็ได้เข้ารับตำแหน่งที่ปักกิ่งอย่างที่ตั้งใจ
หยวนซื่อไข่อาจจะไม่ใช่ “คนแรกในประวัติศาสตร์จีน” ซึ่งต่อให้เรามองข้ามประเด็นทางการทหาร และโฟกัสแค่การ “ได้อำนาจสูงสุดมาโดยไม่ต้องทำสงครามกวาดล้างผู้ปกครองเดิมโดยตรง” หยวนซื่อไข่ก็อาจไม่ใช่คนแรกในประวัติศาสตร์จีนอย่างแน่นอน

ในจีนมีธรรมเนียมการสละราชสมบัติ(แบบถูกบีบบังคับ) มาอย่างยาวนาน ยกตัวอย่างยางท่านเช่น
-หวังหมั่งมาจากตระกูลขุนนางใหญ่ที่มีอำนาจมากในราชสำนักฮั่นตะวันตกล้มราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
-โจผี (เฉาพี) ได้ทำการปลด พระเจ้าเหี้ยนเต้ จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ในปี ค.ศ. 220 โดยบีบให้พระองค์สละราชสมบัติ
-สุมาเอี๋ยน ตั้งราชวงศ์จิ้นโดยการรับช่วงอำนาจต่อจากตระกูลสุมา บีบให้จักรพรรดิแห่งวุยก๊กสละราชบัลลังก์ และปราบง่อก๊กเพื่อรวมแผ่นดินจีน
-จ้าวควงอิ้น นำกองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากราชวงศ์โฮ่วโจว สวมเสื้อคลุมสีเหลืองราชาภิเษกตนเองเป็นปฐมกษัตริย์ และสถาปนา ราชวงศ์ซ่ง

การเปลี่ยนผ่านอำนาจสูงสุดเหล่านี้ในทางนิตินัยล้วนผ่านการมอบราชโองการสละราชสมบัติ หรือสัญญาที่ดูสงบสันติ โดยไม่มีการทำสงครามนองเลือ-ดโดยตรงระหว่างผู้กุมอำนาจทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกัน การก้าวขึ้นสู่อำนาจของหยวนซื่อไข่ อาศัยกำลังทางการทหารที่แข็งแกร่งอย่างเบ็ดเสร็จ บวกกับ เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองที่แพรวพราว

การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ดูเหมือนจะสันตินี้ แท้จริงแล้วคือการยอมถอยด้วยความจำยอม ของฝ่ายปฏิวัติในยามที่ไร้กำลัง ที่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดจากหน้ากระดาษของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวครับ

