กองทัพทหารดินเผา​ในสุสาน​จิ๋นซี​ฮ่องเต้​ กว่า2000ปีก่อนมีสีอะไรบ้าง??

กองทัพทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่เราเห็นในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นสีเทาหม่นตามเนื้อดินเหนียวดั้งเดิม แต่การค้นพบทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่า เมื่อกว่าสองพันปีก่อนตอนที่เพิ่งสร้างเสร็จ หุ่นเหล่านี้นั้นแท้จริง มีสีสันสดใสและงดงามตระการตามากครับ

โดยจากการวิเคราะห์ชิ้นส่วนที่ขุดพบและร่องรอยเม็ดสีที่หลงเหลืออยู่ พบว่าบนตัวของหุ่นทหารดินเผามีสีสันปรากฏอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบสี โดยกลุ่มสีหลักๆ คือ
🔸​กลุ่มสีแดง🔸​สีแดงชาด , สีแดงอมน้ำตาล, สีชมพู
🔸​กลุ่มสีเขียว🔸​สีเขียวอ่อน, สีเขียวเข้ม
🔸​กลุ่มสีม่วง🔸​สีม่วงเข้ม, สีม่วงอ่อน
🔸​กลุ่มสีฟ้า/น้ำเงิน🔸​สีฟ้าคราม, สีน้ำเงินแซฟไฟร์
🔸​สีพื้นฐานอื่นๆ🔸​ สีดำ, สีขาว, สีน้ำตาลดินเหลือง


​ในบรรดาสีทั้งหมดนี้ สีที่มีการใช้งานมากที่สุด 4 อันดับแรกคือ สีเขียวอ่อน สีแดงชาด สีม่วงอ่อน และสีฟ้าคราม ช่างฝีมือในยุคนั้นมีความเชี่ยวชาญในการจับคู่สีที่ตัดกันอย่างละเอียด เช่น การใส่เสื้อสีแดงคู่กับกางเกงสีเขียวหรือสีม่วง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสุนทรียศาสตร์และทักษะการเล่นสีขั้นสูงในสมัยโบราณครับ


นอกจากเครื่องแต่งกายที่มีสีสันสดใสแล้ว รายละเอียดบนใบหน้าและร่างกายของหุ่นดินเผาก็ยังถูกทาสีให้เหมือนมนุษย์เกือบจริงทุกประการ
🔸​ใบหน้าและแขนขา🔸​ ส่วนใหญ่จะถูกทาด้วย สีชมพู หรือสีเนื้อเพื่อให้ใกล้เคียงกับสีผิวของมนุษย์
🔸​เส้นผมและเครื่องหน้า🔸​เส้นผม คิ้ว นัยน์ตา และหนวดเครา เกือบทั้งหมดจะถูกทาด้วยสีดำ


📌​เเล้วทำไมปัจจุบันสีเหล่านี้ถึงเลือนหายไปหมด⁉️​

ถ้าย้อนไปสมัยก่อนเทคนิคการลงสีหุ่นทหารดินเผา ช่างจะทา “ยางรักดิบ” เคลือบเป็นรองพื้นก่อน แล้วจึงทาทับด้วยสีที่ได้จากแร่ธาตุต่างๆ ยางรักดิบนี้มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของความชื้นสูงมาก เมื่อหุ่นทหารดินเผาถูกขุดขึ้นมาและสัมผัสกับอากาศที่แห้งแล้งภายนอก

ชั้นยางรักจะสูญเสียความชื้น หดตัว และหลุดร่อนออกภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งจะดึงเอาเม็ดสีบนพื้นผิวให้หลุดลอกตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเห็นเพียงสีเทาหม่นของดินเหนียวในปัจจุบันครับ เเละในบรรดาสีที่พบบนหุ่นทหารดินเผา สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทึ่งมากที่สุดคือเม็ดสีม่วงชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า”ม่วงฮั่น” หรือ “ม่วงจีน” ครับ

​ โดยในยุคโบราณ สีม่วงถือเป็นสีที่หายากมาก ในโลกตะวันตกมักจะต้องสกัดสีนี้จากหอยทากทะเลเฉพาะสายพันธุ์เท่านั้น แต่สี “ม่วงฮั่น” ที่อยู่บนตัวหุ่นทหารดินเผา ไม่มีอยู่ตามธรรมชาติครับ มันคือสารประกอบเคมี ที่เกิดจากการสังเคราะห์ขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์

ซึ่งสีสันบนหุ่นทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ส่วนใหญ่มาจากผงของแร่หินธรรมชาติ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นผลิตภัณฑ์จากการสังเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในยุคนั้น

📌​เราลองมาดูส่วนประกอบทางเคมีและที่มาของสีหลักๆจากนักวิทยาศาสตร์​สมัยใหม่ผ่านเศษสีของหุ่น​ปั้นดินเผา​กันครับ


​กลุ่มสีแดง
​สีแดงชาด มีส่วนประกอบหลักคือ เมอร์คิวรีซัลไฟด์ เป็นแร่ธรรมชาติที่มีสีสันสดใสและมีความเสถียรสูงมาก ให้โทนสีแดงสดที่อิ่มตัว สีแดงตะกั่วมีส่วนประกอบหลักคือ เลดเตตระออกไซด์ เป็นสีแดงที่อมส้มเล็กน้อย ส่วนใหญ่ได้มาจากการบดแร่ธรรมชาติโดยตรง แต่ช่างฝีมือในสมัยนั้นอาจจะเชี่ยวชาญเทคนิคการสกัดด้วยการเผาในอุณหภูมิสูงแล้วเช่นกัน


กลุ่มสีเขียว
มาลาไคต์ มีส่วนประกอบหลักคือ คอปเปอร์คาร์บอเนตไฮดรอกไซด์ นี่คือแร่หินที่มีทองแดงเป็นองค์ประกอบ เมื่อนำมาบดเป็นผงจะให้สีเขียวสดใส และเป็นสีเขียวจากแร่ธรรมชาติที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนโบราณ


กลุ่มสีฟ้า/น้ำเงิน
อะซูไรต์ มีส่วนประกอบหลักคือ คอปเปอร์คาร์บอเนตไฮดรอกไซด์เช่นกัน แม้ว่าส่วนประกอบทางเคมีจะคล้ายคลึงกับมาลาไคต์ แต่เนื่องจากโครงสร้างผลึกของแร่แตกต่างกัน เมื่อนำมาบดจึงให้สีน้ำเงินที่ลึกล้ำครับ


สีขาว
​สีขาวตะกั่ว มีส่วนประกอบหลักคือ เลดคาร์บอเนตตามธรรมชาติ
​อะพาไทต์ หรือ “สีขาวกระดูก” ที่สกัดได้จากการนำกระดูกสัตว์ไปเผาในอุณหภูมิสูง ส่วนประกอบหลักคือ แคลเซียมฟอสเฟต นอกจากจะใช้ทาเป็นสีขาวเดี่ยวๆ แล้ว ยังมักถูกนำมาใช้เป็นสีรองพื้นเพื่อเพิ่มความสว่าง หรือใช้ผสมเป็นสารตั้งต้นเข้ากับสีอื่นๆ อีกด้วยครับ


​สีดำ
​เขม่าดำ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยบอนอสัณฐาน (Amorphous Carbon)​ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของพืช ฟืน หรือกระดูกสัตว์ มีคุณสมบัติทางเคมีที่เสถียรมาก แม้จะผ่านไปนับพันปีก็ไม่เสื่อมสภาพหรือสีซีดจางได้ง่าย


สีม่วง
​ สีม่วงฮั่น / ม่วงจีน มีส่วนประกอบหลักคือ แบเรียมคอปเปอร์ซิลิเกต นี่คือสารเคมีที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติครับ
​ช่างฝีมือในยุคราชวงศ์ฉินต้องผสมควอตซ์ (ซิลิกอนไดออกไซด์) แบไรต์ (แบเรียมซัลเฟต) แร่ทองแดง และสารช่วยหลอมละลายที่มีตะกั่วเป็นส่วนประกอบ ในสัดส่วนที่แม่นยำ
​จากนั้นนำไปหลอมในเตาเผาที่อุณหภูมิสูงแตะ 1,000°C อย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถสังเคราะห์ผลึกสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์นี้ออกมาได้ เทคโนโลยีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมเคมีโบราณที่น่าเหลือเชื่อเมื่อกว่าสองพันปีก่อนเลยทีเดียว

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top
JarnmooChannel