
นี้คือหนึ่งในสมบัติล่ำค่าจากการส่วมใส่จริงของหวานหรงในวันเเต่งจงานเพื่อขึ้นเป็นจักรพรรดินีคนสุดท้ายของจีนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ครับ

จี้หยกฉลุลายซวงสี่ (มงคลคู่) ชิ้นนี้เป็นตัวแทนที่ยอดเยี่ยมของงานฝีมือราชสำนักชิง ตามกฎระเบียบของกรมช่างศิลป์หลวง (造办处) ในสมัยราชวงศ์ชิง

แนวคิดนี้เรียกว่าการกำหนดวัสดุตามแบบแผน (以样定料) ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางของช่างแกะสลักหยกในปัจจุบันที่มักจะสร้างสรรค์งานศิลป์ตามสภาพวัสดุเพื่อรักษาน้ำหนักและสีสันของหินหยกก้อนเดิมไว้ให้มากที่สุด

เเต่ในสายตาของราชสำนักรูปแบบ และความหมายแฝงของลวดลายความคมชัด เช่น ตัวอักษร “囍” หรือ ซวงสี่ ในงานเเต่ง ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอและ หยกเป็นเพียงสื่อกลางในการถ่ายทอดการออกแบบของราชสำนักให้เป็นจริงเท่านั้นครับ

ซึ่งคำว่า 囍 (ซวงสี่) คำนี้เป็นสัญลักษณ์มงคลที่สำคัญมากในวัฒนธรรมจีนครับ แปลว่า “ความสุขทวีคูณ” หรือ “มงคลคู่” ที่เกิดจากการนำตัวอักษร 喜 (สี่ – แปลว่า ความสุข หรือ ความยินดี) จำนวน 2 ตัวมาประกอบเข้าด้วยกันตามตัวอักษร
อักษร 囍 ส่วนมากจะถูกใช้ในงานแต่งงาน (งานมงคลสมรส) เป็นหลัก เพื่อสื่อถึงความสุขที่เกิดขึ้นพร้อมกันของคนสองคน รวมถึงความชื่นมื่นของทั้งสองครอบครัวที่มาเกี่ยวดองกันครับ
ส่วนบริเวณด้านบนของหยกสีเขียวมรกต ประดับด้วยลูกปัดปะการังสีแดงแกะสลัก ซึ่งจะเห็นลวดลายเครื่องหมายสวัสดิกะ “卍” และค้างคาวมงคล สื่อความหมายถึงความสุขและสิริมงคล ที่มาพร้อมด้วยไข่มุกเม็ดจิ๋วและเชือกถักดิ้นทอง
ส่วนล่างประดับด้วยพู่เชือกไหมสีเหลือง 4 เส้น ซึ่งร้อยประดับด้วยไข่มุกเม็ดจิ๋วสีแดงและสีขาวเช่นเดียวกัน แต่จะมีร่องรอยความชำรุดเสียหายไปบางเส้นตามภาพครับ
การตัดกันอย่างโดดเด่นและการผสมผสานของสีแดง เขียว ขาว และทอง แสดงให้เห็นความงดงามของยุคสมัยนั้น

ซึ่งใช้เทคนิคการฉลุลายโปร่ง (透雕) ทั้งสองด้าน สม่ำเสมอ เรียบเนียน และสมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบของเส้นสายต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นสู่ความสมบูรณ์แบบของช่างฝีมือแห่งสำนักพระราชวัง โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนด้านเวลาหรือวัสดุ
โดยงานเเต่งงานของจักรพรรดิผู่อี๋(อายุ16ปี)กับหว่างหรง(อายุ16ปี)เเละเหวินซิ่ว(อายุ13ปี)ในปี ค.ศ. 1922 แม้ว่าจักรวรรดิชิงจะล่มสลายไปแล้วในทางกฎหมาย แต่ด้วยผลของข้อตกลงเงื่อนไขการปฏิบัติต่อราชวงศ์ชิงอย่างผ่อนปรน
ทำให้ราชสำนักเล็ก ภายในพระราชวังต้องห้ามยังคงรักษางานพิธีการที่หรูหราและกฎระเบียบฝ่ายในที่เข้มงวดไว้ได้

จี้หยกชิ้นนี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในยุคประวัติศาสตร์ช่วงเวลานั้น ที่แบกรับกลิ่นอายแสงสุดท้ายของจักรวรรดิชิง แสดงให้เห็นถึงความงามอันเป็นเลิศของงานฝีมือในอดีตให้เราได้เห็นครับ
ปัจจุบันจี้หยกชิ้นนี้ ได้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์พระ ราชวังเสิ่นหยางในนครเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ครับ
