🚩อวิ้นอิ่งน้องสาวจักรพรรดิผู่อี๋ จาก”องค์หญิงสู่เเม่ค้าข้างถนน”

บทความเป็นอีกหนึ่งบทความที่จะนำทุกคนไปอ่านเรื่องราวของเธอเเละการตัดสิ้นใจครั้งสำคัญที่สุดของผู่อี๋
หลายคนอาจจะรู้จักจักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนเป็นอย่างดี ชีวิตของเขาต้องพบกับสิ่งท้าทายที่เข้ามาในชีวิตหลากหลายรูปเเบบ

ทำให้การดำเนินไปของชีวิตขึ้นๆลงๆ สับสนกับหนทางที่จะก้าวผ่านอยู่ตลอดช่วงเวลา เเต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามองได้อย่างเเม่นยำเเละเปลี่ยนเเปลงหนึ่งชีวิตไปตลอดกาล
อ้ายซินเจวี๋ยหลัว อวิ้นอิ่ง หรือ(หยุนอิ่ง)ก็ได้ครับเธอเป็นลูกสาว ฉุนชินหวัง(ไจ่เฟิง)เเละเเม่ของเธอ โย่วหลัน สกุลกัวเอ่อร์เจีย
ซึ่งต่อมาเธอได้ใช้ ชื่อนามสกุล”จิน อวิ้นอิ่ง” เป็นเพราะหลังจากราชวงศ์ชิงล่มสลาย สมาชิกราชวงศ์แมนจูสกุล “อ้ายซินเจวี๋ยหลัว”
ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลแบบชาวฮั่นเพื่อความปลอดภัยและความกลมกลืนในสังคม ซึ่งคำว่า “อ้ายซิน” ในภาษาแมนจูมีความหมายว่า “ทองคำ” จึงถูกถอดความหมายมาเป็นแซ่ “จิน” (金) ในภาษาจีนนั่นเองครับ

เธอเป็นน้องสาวของจักรพรรดิผู่อี๋ พ่อเเม่เดียวกัน ซึ่งตามธรรมเนียม ของราชวงศ์ชิง เธอคือ “องค์หญิงคนที่สาม” เเต่เมื่อตอนเธอเกิดมา ราชวงศ์ชิงก็ถูกล้มล้างโดยการปฏิวัติ ทำให้ตำแหน่งองค์หญิงจึงเป็นเพียงตำแหน่งในทางนามเท่านั้น

(👆ภาพอวิ้นอิ่งคนซ้ายกับหรุนฉีคนขขวา)
แต่ก็ยังมีโชคดีอยู่ แม้ว่าผู่อี๋จะสละราชสมบัติไปแล้ว ค่าครองชีพของผู่อี๋ยังคงได้รับการจัดสรรโดยรัฐบาลสาธารณรัฐจีนอยู่ เเละสามารถใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังต้องห้าม โซนหลังวังได้ตามปกติ

(👆ภาพหรุนฉีคนซ้าย กับจักรพรรดิผู่อี๋คนขวาในพระราชวังต้องห้ามปี1922)
ทำให้วิถีชีวิตของอวิ้นอิ่งก็ยังเรียงง่าย สุขสบายเเละดำเนินไปในเเบบองค์หญิงที่อยู่วังสมัยก่อน เธอเป็นน้องสาวที่รักและใกล้ชิดมากที่สุดของผู่อี๋
ถึงแม้ว่าเธอจะสูญเสียอิสรภาพในวัยเด็กกับสถานการณ์ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เธอก็มีชีวิตที่มั่งคั่งและได้รับความรักจากพี่ชายตลอดระยะเวลาที่อยู่ใกล้ชิดกัน
ชีวิตของเธอในพระราชวังต้องห้าม ภายใต้ข้อกำหนดพิเศษได้ดำเนินต่อไปจนถึงปี ค.ศ. 1924 เมื่อผู่อี๋ได้ถูกเนรเทศออกจากพระราชวังต้องห้าม โดย ขุนศึก เฟิง ยู่เสียง ใน ปี ค.ศ. 1924

(👆หรุ่นฉีกับจักรพรรดินีหว่านหรง ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน)
ทำให้เป็นช่วงสุดท้ายผู้ที่อาศัยอยู่ในวัง ต้องออกไปจากพระราชวังต้องห้ามอย่างถาวร เหล่าขันทีเเละสาวใช้ บางส่วนผู่อี๋ได้ให้เงินทุนไปตั้งต้นชีวิตใหม่ส่วนบางคนก็ได้ติดตามผู่อี๋ไปที่เทียนจิน
ส่วนอวิ้นอิ่งซึ่งตอนนั้นเธอมี อายุได้ประมาณ 11 ปี จึงไม่มีทางเลือกมากนักก็ได้ย้ายออกจากพระราชวังต้องห้ามพร้อมพี่ชายของเธอไปด้วยเช่นกัน

(👆ภาพงานเเต่งงานรระหว่างหรุนฉีเเลอวิินอิ่ง)
ซึ่งช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสนในชีวต เเละได้เดินทางตามผู่อี๋ไปหลายที่ จนท้ายที่สุดก็ไปอยู่ที่เทียนจินพร้อมพี่ชายของเธอ

(👆ภาพซ้ายคืคื อวิ้นอิ่ง ภาพขวาคือ จักรพรรดิผู่อี๋ให้หรุนฉีขี่คอในพระราชวังต้องห้าม)
ในเวลานั้นจักรวรรดิญี่ปุ่นมีอำนาจเเละมีความเเข็งเเกร่งมาก พวกเขาได้เริ่มสร้างแรงผลักดันเเละจะขยายอาณาเขตในจีน โดยการก่อตั้งรัฐหุ่นเชิดแมนจูกัว และตีพิมพ์บทความแสดงความเห็นอกเห็นใจผู่อี๋ในหนังสือพิมพ์เเละวารสารชั้นนำ

(👆ภาพหรุนฉีวัยเด็ก)
อีกทั้งญีปุ่นก็ได้ปฏิบัติต่อผู่อี๋อย่างดี จนทำให้ผู่อี๋เริ่มมีเเนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูราชวงศ์ชิงกลับมา ดังนั้นเมื่อผู่อี๋ได้ยินเหล่าผู้นำจักรวรรดิญี่ปุ่นซ้ำไปซ้ำมาที่ต้องการสนับสนุนเขาในการก่อตั้งรัฐบาลในแมนจูกัว

(ภาพถ่ายรวมพี่น้องของจักรพรรดิผู่อี๋)
ผู่อี๋จึงตกลงข้อเสมอนี้ โดยไม่ยอมฟังเสียงเตือนของหว่านหรง เเละ เหวินซิ่วซึ่งทั้งสองไม่ชอบกองทัพญี่ปุ่นอยู่เเล้ว การยอมรับข้อเสนอครั้งนี้ทำให้ชีวิตของผู่อี๋ต้องดิ่งลงเหวเป็นครั้งที่สองต่อจากการถูกเนรเทศออกจากพระราชวังต้องห้าม
ต่อมาใน ปีค.ศ.1932 เธออายุได้ 19 ปี ผู่อี๋ได้จัดการให้อวิ้นอิ่ง น้องสาวที่เขารักมากที่สุด แต่งงานกับ หรุนฉี ในแมนจูกัว
หรุนฉี ซึ่งตอนนั้นเขาอายุได้ 20ปี เป็นน้องชายของหว่านหรง เหตุผลที่ผู่อี๋ให้น้องสาวแต่งงานกันหรุน ฉี สืบเนื่อง จากหรุนฉี เป็นอีกคนหนึ่งที่สนิทและใกล้ชิดกับผู่อี๋มาโดยตลอด

(ภาพออวิ้นอิ่ง หรุนฉี เเละผู่เจี๋ย)
ซึ่งหรุนฉีในช่วงที่ ผู่อี๋ยังไม่ได้ถูกเนรเทศออกจากพระราชวังต้องห้า เขาก็ได้เเวะเวียนเข้าไปในพระราชวังต้องห้ามบ่อยๆ เเละได้เป็นเพื่อนเล่นในวังของผู่อี๋ตลอดเวลาที่เขาอยู่ด้วยกัน
ถึงเเม้ว่าผู่อี๋จะมีอายุห่างกับหรุนฉีถึง 6ปี ก็ยังรักเเละเล่นด้วยกันอยากสนุกนาน จึงเกิดความไว้ใจอยากให้ช่วยดูแลน้องสาวของเขาในอนาคต
📌ในบางคำกล่าวที่หรุนฉี (ช่วงเเก่ชรา) เขายังได้กล่าวย้อนความทรงจำว่า เขา(ผู่อี๋)พาฉันขี่คอเเละพาเดินเล่นในสวนหลังวัง เขาเดินอย่างระวังเเละเเข็งเเรงมาก ทำให้ฉันสนุกมากในวัยเด็กตอนนั้น)
หลังจากแต่งงานได้ไม่ถึงเดือน ผู่อี๋ก็ส่งผู่เจี๋ยและหรุนฉีไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อศึกษาเรื่องการทหาร ส่วนอวิ้นอิ่ง ก็ไปพร้อมกับสามี(หรุนฉี) ด้วยเช่นกัน
ทันทีที่เธอมาถึงประเทศญี่ปุ่น เธอก็ถูกล้อมรอบด้วยราชวงศ์ของจักรวรรดิญี่ปุ่น อีกทั้งพี่สะใภ้ของจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ ยังเชิญเธอเป็นพิเศษให้ไปสอนภาษาจีนที่บ้านพักของเธอด้วยความสนิทปนกับการเเสดงละครเข้าหากัน

แต่ในช่วงเวลานั้นเธอได้รู้สึกอึดอัดมาก เธอจึงเขียนจดหมายถึงผู่อี๋อยู่บ่อยครั้ง เพราะอยากกลับไปจีน เพราะอยู่ในญี่ปุ่นมีเเต่ผู้คนคอยมองเเละเหยียดหยามอยู่บ่อยครั้ง เเต่เธอไม่ได้พูดอะไรให้ใครฟังน้องจากพี่ชายเเละสามีเธอ
ในปี ค.ศ.1934 เธอก็ได้กลับมาแมนจูกัวพร้อมกับหรุนฉีโดยอ้างว่าจะไปเยี่ยมญาติและปฏิเสธที่จะกลับไปญี่ปุ่นอีกเลย ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่พี่ชายเธอ ได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิคังเต๋อเเห่งเเมนจูกัว(ผู่อี๋)

(👆อวิ้นอิ่งกับลูกของเธอ)
หรุนฉี หลังจากสำเร็จการศึกษาเเละหนีกลับมาก็ได้เป็นอาจารย์ มียศพันโท สอนที่โรงเรียนการทหารชั้นสูงในแมนจูกัว อวิ้นอิ่งและหรุนฉีอาศัยอยู่ในแมน จูกัวและมีบุตรด้วยกัน
จนในปี ค.ศ.1945 ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เเละกองทัพเเดงของโซเวียตก็ได้เข้ายึดเเมนจูกัว ทำให้อวิ้นอิ่งและลูกๆก็หลบหนีไปยังมณฑลจี๋หลิน เธอพลัดหลงกับสามี ในช่วงเวลาสงคราม (ในตอนนั้นเกิดความวุ่นวายมาก เธอไม่รู้ว่า ณ ตอนนั้น พี่ชายเเละสามีของเธอได้ถูกโซเวียตจับกุมไปเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว)

(👆ภาพออวิ้นอิ่งกับหรุนฉี ช่วงสุดท้ายของชีวิต)
ด้วยแรงกดดันต่างๆ รวมทั้งการสูญเสียการติดต่อกับสามีของเธอ และความยากลำบากในการใช้ชีวิต ซึ่งเธอเเทบจะ ทำอะไรไม่เป็นเลยเนื่องจากอยู่ในวัง หลวงใช้ชีวิตสุขสบายมาโดยตลอด มีสาวใช้คอยรับใช้ตลอดเวลา เเต่เพื่อลูกน้อยทั้งสามคน
เธอจึงตัดสินใจถอดชุดอันหรูหราออก สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินที่คนธรรมดาสวมใส่ ขายเสื้อผ้าที่หรูหราของเธอเเละตัดสิ้นใจนั่งขายบุ-หรี่ ตามทางเดินในที่ๆคนพลุกพล่าน
ในช่วงเวลานั้นทำให้เธอเปลี่ยนเเนวทางการใช้ชีวิตจากฟุ่มเฟือยในวัยสาวทัเงหมด สู่การใช้วีวิตเรียบง่ายเเบบคนธรรมดาทั่วไป จนทำให้สนิทสนมกับผู้คนในบริเวณนั้นโดยสมบูรณ์ ในเเบบฉบับชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่ในฐานะองค์หญิง

เเต่ไม่นานอวิ้นอิ่ง ก็ถูกพบโดยการสืบหาตามจับเหล่ากลุ่มราชวงศ์ที่เกี่ยวข้องกับจักรวรรดิญี่ปุ่นในเเมนจูกัว ทำให้เธอได้ถูกจับเป็นเชลย
เธอได้ถูกนำตัวไปประชุมการต่อสู้เพื่อให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อหน้าสาธารณชน ประธานการประชุมวิพากษ์วิจารณ์ได้ให้อวิ้นอิ่งเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ
อวิ้นอิ่ง เริ่มต้นด้วยประสบการณ์ต่างๆช่วงที่อาศัยอยู่ในพระราชวังต้องห้ามและเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ปัจจุบันของเธอ โดยหลังจากที่เธอพูดจบ
ก็ถึงเวลาที่ ฝูงชนจะวิพากษ์วิจารณ์เธอ ซึ่งเเทนที่จะถูกต่อว่าผู้คนต่อว่าเธอ แต่ไม่มีใครตั้งคำถามโต้แย้งหรือว่ากล่าวเธอเลยเเม้เเต่คนเดียว
นั่นเป็นเพราะเธอได้ตัดขาดจากการเป็นองค์หญิงราชวงศ์ชิงเเละใช้ชีวิตเป็นเเม่ค้าข้างถนนทั่วไป ทำให้ผู้คนรู้จักเธอมากมายไม่ใช่ในนามองค์หญิง เเต่ในนามบุคคลที่หาเช้ากินค่ำ เเละทำให้ครึ่งเดือนต่อมาครอบครัวของเธอก็ได้กลับเป็นอิสระอีกครั้ง

จนกระทั่งในปีค.ศ. 1949 หลังจากที่กองกำลังคอมมิวนิสต์จีนเข้าครองกรุงปักกิ่ง อวิ้นอิ่งและลูกๆ ของเธอได้รับอนุญาตให้กลับไปปักกิ่งเพื่อกลับมาอยู่ร่วมกับครอบครัวที่เหลือของเธอ
นับตั้งแต่นั้นมาเธอมีส่วนร่วมในกิจกรรมของต่างๆ ของตำบลในละแวกบ้านของเธอ และต่อมาได้รับการเสนอชื่อจากผู้อยู่อาศัยให้เป็นตัวแทนของตำบลเป็นปากเสียงให้กับเพื่อนๆในชุมชนที่เธออยู่
ในปี 1954 จาง ซื่อจ้าวประธานสถาบันวิจัยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์กลางบังเอิญพบหนังสือที่มีจดหมายโต้ตอบระหว่างอวิ้นอิ่งกับผู่อี๋
ได้ขอให้เธอเขียนอัตชีวประวัติ จากนั้นจึงนำไปมอบให้ เหมา เจ๋อตง ซึ่งหลังจากประธานเหมาได้อ่านอัตชีวประวัติของเธอแล้วรู้สึกชื่นชมเรื่องราวที่ผ่านมาของเธอ

เเละเหมาก็ส่งให้ โจวเอินไหล อ่านอีกด้วย ซึ่ง โจว เอินไหล เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน(ปี1954-ปี1976)ก็ได้ชื่นชอบการสู้ชีวิตของเธอ
ทำให้ในปีค.ศ.1957 เธอได้รับอนุญาตจากประธานเหมา เข้าพบหรุนฉี(สามี)ของเธอครั้งเเรกที่ไม่ได้เจอกันมาประมาณ 12 ปี รวมถึงผู่อี๋พี่ชายเธอ ที่ศูนย์จัดการอาชญากรสงครามฟู่ชุน

เเละสิ่งที่เธอตั้งหน้าตั้งตารอมา 12ปี ในปีเดียวกัน สามีของเธอก็ได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ศูนย์จัดการอาชญากรสงครามฟู่ชุน
ทั้งสองได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นครอบครัวด้วยกันอีกครั้ง โดยเธอตอนนั้นมีอายุประมาณ 44ปี ส่วน หรุนฉี มีอายุประมาณ 45ปี ไม่ใช่ในอยู่ฐานะองค์หญิงกับสามี เเต่อยู่ในฐานะประชาชนคนธรรมดา อย่างมีความสุข
เธอเสียชีวิต ในปี ค.ศ. 1992 ด้วยอายุ 79 ปีส่วนสามีเธอ หรุนฉี เสีย-ชีวิต ในปี ค.ศ. 2007 ด้วยอายุ 94 ปี
ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต เธอได้คัดแยกของโบราณที่เป็นสมบัติตกทอดกันมาในครอบครัวของเธอสมัยราชวงศ์ชิง เธอไม่ได้ขายของเก่าเหล่านี้เลยต่อให้จะไม่มีกินจจนาดไหนก็ตาม
เธอได้นำไปบริจาคให้กับประเทศจีนทั้งหมดเพื่อเป็นสมบัติชาติให้คนรุ่นหลังหลังศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ต่อไป
- Guangfulin Cultural Site
- hiroyuki-sanada
- InterContinental Shanghai
- john-lone
- Kensington Gardens
- Leshan Giant Buddha
- Shanghai Urban Planning Exhibition
- terracotta army
- Wenxiu
- กงฉือเอิน
- กลุ่มชาติพันธุ์อี๋
- กองทัพญี่ปุ่น
- กองทัพทหารดินเผา
- ขันที
- คดียาเม็ดเเดง
- คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
- ค่ายโจร
- คุณยายวัย90ปี
- งานศพซูสีไทเฮา
- จักรพรรดิจีน
- จักรพรรดินีหว่านหรง
- จักรพรรดินีหว่านหรง
- จักรพรรดิผู่อี๋
- จักรพรรดิหงเซี่ยน
- จักรพรรดิหย่งลี่
- ชุดคลุมลายมังกร
- ชุดคลุมสตรีลายมังกรซูสีไทเฮา
- ซ่องโซเภณี
- ซามูไร
- ซีรีส์
- ซีรีส์จีน
- ซูสีไทเฮา
- ดาราญี่ปุ่น
- ดารานักเเสดง
- ทายาทราชวงศ์ชิง
- ทำน้ำเเข็งสมัยราชวงศ์ถัง
- นักเเสดง
- นักเเสดงญี่ปุ่น
- บันเทิง
- บ้านโบราณ
- บูเช็กเทียน
- ประตูอิงเทียน
- ประวัติศาสตร์
- ประวัติศาสตร์จีน
- ประหารชีวิต
- ประเทศจีน
- ปล้นสุสานซูสีไทเฮา
- ปลายราชวงศ์ชิง
- ผมหางเปีย
- พระนางซูสีไทเฮา
- พระนางซูสีไทเฮาใน
- พระราชวังต้องห้าม
- ภาพยนตร์
- มงกุฎจักรพรรดินีเซียว
- มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
- มองโกเลีย
- ยุคสาธารรัฐจีน
- ราชวงศ์จีน
- ราชวงศ์ชิง
- ราชวงศ์ชิงตอนปลาย
- ราชวงศ์ถัง
- ราชวงศ์หมิง
- ราชวงศ์หยวน
- ลอนดอน
- วงการบันเทิง
- วงการบันเทิงบันเทิง
- วัดจิ้งอัน
- วิธีการทำโทษ
- สตรีงาม
- สตรีจีนรัดเท้า
- สตรีชาวฮั่น
- สถทานที่ท่องเที่ยว
- สถานที่ท่องเที่ยว
- สถานที่ท่อนเที่ยว
- สมบัติจิ๋นซีฮ่องเต้
- สมบัติจีน
- สมบัติชาติจีน
- สมบัติราชวงศ์จีน
- สมบัติราชวงศ์ชิง
- สมบัติในพระราชวังต้องห้าม
- สาธารณรัฐจีน
- สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
- สุสานฉิน
- สุสานซูสีไทเฮา
- หมู่บ้านร้าง
- หยวนซื่อไข่
- หลี่หงจาง
- หว่านหรง
- หอนางโลม
- อวิ้นอิ่ง
- อวิ้นอิ่งน้องสาวจักรพรรดิผู่อี๋
- อังกฤษ
- อาคารโบราณ
- อุทยานกวงฟู่หลิน
- อู๋เจ๋อเทียน
- ฮิโรยูกิ ซานาดะ
- เจงกิสข่าน
- เจ้าเเม่กวนอิม
- เจิ้งติ้ง
- เซี่ยงไฮ้
- เท้าดอกบัว
- เที่ยวพิพิธภัณฑ์ผังเมืองเซี่ยงไฮ้
- เหมืองเก่า
- เหมืองเเร่ปรอท
- เหวินซิ่ว
- โคมไฟราชสำนัก
- โรงน้ำชา
- โรงเเรม
- โลงศพซูสีไทเฮา
- โลงศพหยวนซื่อไข่
- โสเภณี
- ไซอิ๋ว
