
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ใช้เวลาก่อสร้างถึง 38 ปี และใช้เเรงงานคนเกือบล้านคน เป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ของยุคสมัยนั้นเลยทีเดียวครับ

เเต่ที่แน่นอนว่าส่วนที่ลึกลับและสำคัญที่สุดคือพระราชวังใต้ดินที่อยู่ใต้เนินดินที่เขียวชอุ่มขนาดมหึมาที่ไม่ยังไม่ได้มีการขุดเข้าไปจนถึงปัจจุบัน
กองทัพทหารดินเผาถูกค้นพบโดยบังเอิญในปี พ.ศ. 2517 (ปี ค.ศ.1974) ที่เผยให้เห็นม่านปริศนาที่ปกคลุมสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ภายในพื้นที่เกือบ 60 ตารางกิโลเมตร

เเละสิ่งที่น่าสนใจไม่เเพ้กัน ห่างจากใจกลางเนิดดินสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้พบหลุมนกน้ำ(หลุมหมายเลข K0007) หลุมนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญในเดือน สิงหาคม ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) ครับ

ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่เป็นผู้บังเอิญค้นพบหลุมนี้ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง(เนินดินหลัก)ของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1.5 กิโลเมตร และเป็นหลุมบริวารที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่มีการค้นพบจนถึงตอนนั้นครับ

เผื่อมีพี่ๆหลายคนถามชื่อรหัส K0007 ที่มาอย่างไร คือมีที่มาจากการบันทึกข้อมูลทางโบราณคดีครับ
-K ย่อมาจากคำว่า “เคิง” ( 坑) ในระบบพินอินภาษาจีน ซึ่งแปลว่า “หลุม” ครับ
-00 หมายถึงตัวเลขสองตัวท้ายของปี ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นปีที่ค้นพบครับ
-07 บ่งบอกว่า นี่คือการค้นพบทางโบราณคดีลำดับที่ 7 ภายในบริเวณสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ของปีนั้นครับ

ภายในบ่อมีนกน้ำสำริด 46 ตัว รวมทั้งหงส์สำริด 20 ตัว นกกระเรียนสำริด 6 ตัว และห่านป่าสำริดอีก 20 ตัว
ซึ่งเทคนิคสุดล้ำของนกน้ำสำริด K0007 กว่าสองพันปีก่อน ที่ได้จากการสำรวจของนักโบราณคดีมีหลายวิธีเลยทีเดียวครับ อย่างเช่น

การหล่อแบบสูญขี้ผึ้ง ( 失蜡法) ซึ่ง ช่างจะปั้นหุ่นจำลองด้วยขี้ผึ้งขึ้นมาก่อน จากนั้นพอกด้วยวัสดุทนไฟแล้วนำไปหลอมละลายขี้ผึ้งออก
เพื่อเทน้ำสำริดเข้าไปแทนที่ เทคนิคนี้ทำให้ ไม่มีรอยตะเข็บแม่พิมพ์ และสามารถเก็บรายละเอียดที่ซับซ้อนมากๆ ได้ เช่น ลวดลายขนนกที่ซ้อนทับกัน และพังผืดเท้าที่บางเฉียบครับ

สำหรับประติมากรรมขนาดใหญ่และมีส่วนที่ยื่นออกมามากอย่าง นกกระเรียนสำริด ที่มีคอยาว ขาเล็กเรียว และฐานรองรับ การเทโลหะรวดเดียวให้เต็มพิมพ์โดยไม่ให้เกิดตำหนิหรือแม่พิมพ์แตกนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ช่างฝีมือต้าฉินจึงต้องใช้เทคนิคการแยกชิ้นส่วนครับ
โดยช่างจะแบ่งการหล่อออกเป็นส่วนๆ เช่น ส่วนหัวและลำคอ, ส่วนลำตัว, ส่วนขา, และส่วนฐานรอง โดยแต่ละชิ้นอาจใช้เทคนิคสูญขี้ผึ้งเพื่อให้ได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ที่สุด(ทำทีละส่วนๆครับ)

เมื่อได้ชิ้นส่วนต่างๆ ครบถ้วนแล้ว ช่างโบราณจะนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในยุคฉินโดยหลักๆ มี 2 วิธีที่พบในกลุ่มนกน้ำสำริดครับ คือ
การเข้าลิ้นสลัก เป็นการทำชิ้นส่วนหนึ่งให้มีเดือย และอีกชิ้นส่วนมีช่องรับ เพื่อเสียบเข้าหากันคล้ายงานไม้
การหล่อเชื่อมซึ่งเป็นเทคนิคขั้นสูง โดยนำชิ้นส่วนที่หล่อเสร็จแล้วมาวางประกบกัน จากนั้นเทโลหะหลอมเหลว (ที่อาจมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าเล็กน้อย) ลงไปบริเวณรอยต่อ เพื่อให้โลหะประสานเนื้อเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน
เทคนิคการปะซ่อมด้วยแผ่นทองแดง (铜片镶嵌补缀工艺) นี่เป็นจุดที่ทำให้นักโบราณคดีตื่นเต้นครับซึ่งถ้าหากกระบวนการหล่อเกิดความผิดพลาดจนมีรูโหว่หรือตำหนิ

ช่างยุคฉินจะตัดแผ่นทองแดงให้มีขนาดพอดีเป๊ะกับรอยตำหนินั้น แล้วทำการฝังปะ เข้าไปอย่างแนบเนียน ซึ่งเทคนิคนี้หาได้ยากมากในจีนยุคก่อนหน้าครับ แต่กลับไปคล้ายคลึงกับเทคนิคที่ใช้ในรูปปั้นสำริดของกรีกและโรมันโบราณ
เทคนิคการใช้หมุดแกนค้ำยัน ( 芯撑工艺) โดยจะมีการใช้หมุดโลหะเพื่อยึดแกนดินเหนียวด้านในไม่ให้ขยับเขยื้อนขณะเทน้ำโลหะร้อนลงไป ทำให้ผนังสำริดของตัวนกมีความหนาสม่ำเสมอ

ทำให้กลุ่มนกน้ำเหล่านี้มีรูปร่างเหมือนจริงและมีความหลากหลาย เเละเป็นรูปปั้นนกน้ำสำริดชุดแรกๆ ที่ถูกค้นพบในสุสานจนถึงปัจจุบัน
เเต่เนื่องจากอายุของนกน้ำจำนวนมากจึงได้รับความเสียหายเมื่อขุดขึ้นมา การบูรณะเป็นไปอย่างระมัดระวังเเละไม่ให้ต่างไปจากเดิมมากนัก เนื่องจากต้องคงสภาพของสมบัติต่างๆไว้ให้คงเดิมมากที่สุดครับ

ปัจจุบันนกกระเรียนสำริดและกลุ่มนกน้ำสำริด ที่ขุดพบจากหลุม K0007 ทั้งหมด ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ตั้งอยู่ที่เขตหลินถง เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ประเทศจีนครับ



